เป็นโรคกลัวสังคมและขอคำแนะนำการฝึกด้วยครับ
   ชีวิตหนอชีวิต
   วันที่: 27/5/2010
   เวลา: 13:13

 
ปรึกษา นายแพทย์ เทอดศักดิ์ เดชคง

อาการของผมเป็นดังนี้
1. เมื่อต้องลุกขึ้นพูดในที่ชุมชน จะมีอาการดังนี้ มือสั่น ปากสั่น หน้าซีด ไม่กล้าสบตาผู้อื่นขณะพูด ในหัวขาวโพนคิดอะไรไม่ออกไม่รู้จะพูดอะไร ในขณะที่พูดแล้วทุกคนจองมองผมอยู่ ผมมักจะคิดว่าพวกเขา คงเห็นผมเป็นตัวตลก หน้าตาขี้เหล่ พวกเขาคงไม่ชอบผมแน่ ๆ เมื่อผมพูดเสร็จแล้วและมีอาการสั่นให้ทุกคนเห็น ผมก็จะรู้สึกอายคนอื่นมาก รู้สึกว่าตนเองนั้นไร้ค่าเหลือเกิน อ่อนแอ ทำไมแค่นี้ต้องสั่นด้วย ทุกคนที่เห็นผมสั่นคงจะดูถูกเหยียดหยามผม ไม่ชอบผม รังเกียจผม ไม่ยอมรับผมแน่ ๆ
2. เกลียดกลัวไมโครโฟน ถ้าต้องใช้ไมโครโฟนในการพูดผมจะมีอาการตามข้อ 1 แต่เป็นมากกว่าเก่าอีก เพราะไม่อยากให้ใครเห็นมือที่ถือไมโครโฟนสั่น
3. อาการเพ้อฝัน ผมชอบเหม่อลอยอยู่บ่อย ๆ เช่น ผมชอบคิดว่าตนเองนี้สมบูรณ์แบบ เกิดมาหน้าตาดีเป็นคนอัจฉริยะ ร่ำรวยเป็นที่สนใจของสังคมใคร ๆ ก็ชื่นชม ในการคิดเช่นนี้ผมจะคิดเป็นเรื่องเป็นราว โดยเริ่มจากการเกิดมาหน้าตาดี เข้าโรงเรียนก็เรียนหนังสือเก่งทุกคนต่างก็ชอบชื่นชมและยอมรับนับถือในตัวผม มีแฟนหน้าตาสวย เสร็จแล้วก็จะมีการก่อการร้ายเกิดขึ้นในโรงเรียนทุกคนต่างหวาดกลัว แต่ผมซึ่งมีศิลปะปองกันตัวที่เก่งกาจก็สามารถเอาชนะผู้ก่อการร้ายได้ ทุกคนต่างทึ่งในความสามารถ ต่อมาก็ได้สร้างวีรกรรมจนทุกคนในโลกยอมรับ โตขึ้นก็ได้เป็นประธานบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นคนรวยที่สุด มีความเป็นอัจฉริยะในทุกด้าน ทั้งด้านวิทยาศาสตร์และศิลปะ และผมสร้างความดีความชอบทำให้ผู้คนในโลกต่างยกย่องสรรเสริญ มีอำนาจเหนือใครในโลกนี้ ไม่ว่าจะพูดอะไรหรือสั่งอะไรผู้คนจะทำตามด้วยความเต็มใจ โดยความคิดลักษณะเช่นนี้จะวนเวียนอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะกินข้าว อาบน้ำ เดินเล่น อ่านหนังสือ พูดคุย เรียน ฯลฯ จนบางครั้งผมแยกความจริงกับสิ่งเพ้อฝันไม่ออก ไม่มีสมาธิในการทำอะไรเลย ทำให้ความจำไม่ดี หลง ๆ ลืม ๆ จำชื่ออะไรไม่ค่อยได้ อ่านหนังสือเตรียมสอบอยู่ก็มีความคิดเช่นนี้ ทำให้อ่านไม่รู้เรื่อง เมื่อคิดเรื่องพวกนี้หนักเข้าก็จะเกิดอาการปวดหัวอย่างรุนแรงแล้วผมก็จะหยุดคิดได้ซักพัก เมื่ออาการปวดหัวดีขึ้นก็กลับมาคิดอีก
4. อาการวิตกกังวล เช่น ถ้าอยู่บ้านคนเดียวก็จะกังวลว่าจะมีโจรมาปล้นบ้าน กังวลว่าของจะหาย เวลาเอากล่องไปถ่ายรูปก็กังวลว่าจะมีคนมาวิ่งราวกล้องที่ถืออยู่ กังวลว่าตนเองแต่งตัวดีไหมเวลาออกนอกบ้าน
5. ชอบมองโลกแง่ร้าย เช่น เวลาอยู่ในที่สาธารณะแล้วมีคนมองก็คิดในแง่ร้ายว่า เราแต่งตัวตลก พวกเขาคงคิดดูถูกเรา ว่าเราไม่ดีแน่เลย คิดว่าในสังคมมีแต่คนเลว ๆ (อาจมาจากการดูข่าว อ่านหนังสือพิมพ์ เจอแต่คดีฆาตกรรม) คิดว่าคนโน้นก็ไม่ดีคนนี้ก็ไม่ดี ไม่ว่ามองอะไรสิ่งใดก็แล้วแต่มักจะมองแต่ด้านร้ายไว้เสมอ คำพูดติดปากคือ มันเลวร้ายจริง ๆ (เพื่อนบอกให้ฟังว่าได้ยินบ่อยมากจากปากผม)
6. ขาดความมั่นใจในตัวเอง ไม่ค่อยกล้าพูดคุยกับคนอื่น ๆ คิดว่าตนเองมีหน้าตาขี้เหล่ ไม่มีความสามารถ ไร้ค่าแค่พูดต่อหน้าคนอื่นก็ยังสั่น ทุกคนคงจะดูถูกและไม่ชอบผมแน่เลย
7. จะรู้สึกกลัวและตกใจมากถ้าถูกดุด่าว่ากล่าว หรือมีใครพูดเสียงดังใส่
8. เมื่อเห็นคนตีกันจะกลัวมากและตกใจมาก
9. ชอบอยู่คนเดียว เวลาอยู่คนเดียวจะเป็นเวลาที่มีความสุขมากที่สุด

ประวัติและสภาพแวดล้อมของผม
ผมเกิดเมื่อปี 2529 ปัจจุบันอายุ 23 ปี การศึกษาจบ ปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ สาขาคอมพิวเตอร์ เพิ่งจบเมื่อเดือนมีนาคม 2553 ปัจจุบันสอบบรรจุได้และกำลังได้รับการบรรจุเป็นครู (นั้นแหละทีเป็นปัญหา)
พ่อกับแม่ของผมเป็นครู แต่เมื่อตอนผมอายุได้ 6 ขวบพ่อกับแม่ก็อย่ากัน แม่แต่งานใหม่กับครูอีกคน ช่วงนี้ก็ปกติดี ตอนอยู่ชั้น ม.1 ผมเผลอไปพูดจาล้อเลียนครูผู้หญิงคนหนึ่งเข้าครูคนดังกล่าวเขาดุดาผมใหญ่เลยให้ผมไปยืนหน้าชั้น แล้วก็ประจานผมไปทั้งห้อง ตอนอยู่ชั้น ม.2 นี่คงเป็นครั้งแรกที่ผมเริ่มสั่นตอนพูดหน้าชั้น คือเมื่อขึ้น ม.2 ผมได้ถูกจัดให้ไปอยู่ห้อง 2/1 ซึ่งเป็นห้องเด็กเก่ง พอผมได้ออกไปพูดหน้าชั้นผมคิดว่าทุกคนในห้องเก่ง ๆ กันทั้งนั้นเลย และผมก็เริ่มสั่นตั้งแต่การพูดครั้งนั้นมา
ช่วง ม.1 เป็นต้นมา แม่กับพ่อเลี้ยงเริ่มทะเลาะกันเรื่อยมาเพราะพ่อเลี้ยงเป็นคนเจ้าชู้แล้วระยะหลังทะเลาะกันบ่อยมาก ทะเลาะกันวันเว้นวัน บางครั้งแม่ก็ถูกพ่อเลี้ยงตีด้วย ตอนนั้นผมโกรธมากแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ปัจจุบันแม้แม่กับพ่อเลี้ยงจะอยู่บ้านเดียวกัน แต่ก็ไม่ค่อยพูดกัน ถ้าพูดก็พูดแบบถามคำตอบคำ พอขึ้น ม.3 แม่ก็คลอดน้อง 1 คน ผมส่งสารน้องคนนี้มากเลย คือที่ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่พ่อกับแม่ทะเลาะกันเกือบทุกวัน พอขึ้น ม.4 พ่อเลี้ยงก็พาลูกติดที่เกิดกับเมียคนเก่ามาอยู่ด้วย มันอายุมากกว่าผม 3 ปี มันเรียนไม่จบเป็นพวกนักเลงหัวไม้ แล้วมันก็จะคอยทะเลาะกับแม่ผมอยู่บ่อย ๆ บางครั้งผมอยู่ในเหตุการณ์ผมกลับทำเป็นไม่เห็น ไม่สนใจ เพราะผมกลัวมันมาก ผมรู้สึกเครียดแค้นตัวเองเหลือเกินที่ไม่อาจปกป้องคนที่ผมรักมากที่สุดได้ มีอยู่เหตุการณ์หนึ่งครับ มันทะเลาะกับแม่ผมแล้วมันเดินไปหยิบมีดมาจะทำร้ายแม่ผม ผมเอาตัวเข้าไปขวางไว้คิดว่าวันนั้นต้องตายแน่ แต่ก็โชคดีที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
สรุปง่าย ๆว่า พอขึ้น ม.4 สภาพครอบครัวก็แล้วเลวร้ายลงไปอีก แม่ทะเลาะกับพ่อเลี้ยงและลูกของพ่อเลี้ยงอยู่บ่อยๆ ผมส่งสารน้องที่สุดที่ต้องมาอยู่ในสภาพครอบครัวแบบนี้ ผมจะรู้สึกสบายใจทุกครั้งที่ไม่ได้อยู่บ้าน ไม่ว่าจะอยู่โรงเรียน อยู่มหาวิทยาลัยผมจะรู้สึกสบายใจกว่าอยู่บ้าน พอกลับบ้านผมจะเครียดทันที มีอาการปวดหัวบ่อย ๆ ผมเกลียดและกลัวลูกของพ่อเลี้ยงมาก ถ้าเห็นมันแล้วผมจะรู้สึกเครียด เกลียดและกลัวทันที มีบางครั้งที่ผมเครียดมาก จากอาการสั่นที่ต้องพูดต่อหน้าชุมชนและสภาพครอบครัวที่เป็นอยู่จนผมอยากจะฆ่าตัวตายไปให้พ้นจากสภาพที่เป็นอยู่เช่นนี้เหลือเกิน
การสั่นครั้งล่าสุดของผม เมื่อตอนไปพูดนำเสนองานวิจัย คือในห้องที่ผมพูดมีเพื่อนรุ่นเดียวกันอยู่ 10 คน ทั้งคนที่รู้จักผมและไม่รู้จักผม และมีอาจารย์ผู้ประเมินงานวิจัยอีก 3 คน คือปรกติเขาจะยืนพูดนำเสนองานวิจัย แต่ผมยืนพูดไม่ได้เพราะสั่นมากจนต้องนั่งพูด ตอนพูดต้องพูดใส่ไมโครโฟนด้วย
สรุปนะครับ
1. มือสั่น ปากสั่น เมื่อพูดในที่สาธารณะ
2. เพ้อฝันตลอดเวลา
3. มองโลกในแค่ร้าย คิดว่าคนอื่นดูถูก ไม่ชอบตนเอง
4. คิดว่าตนเองไม่มีค่า ไม่ควรที่จะมีชีวิตอยู่ในโลก
5. เมื่อพูดแล้วสั่นให้คนเห็นจะรู้สึกอายมาก หลังจากนี้นั้นจะไม่อยากเจอหน้าใคร แค่พูดต่อหน้าคนก็ยังสั่น ผมช่างเป็นคนที่อ่อนแอ และไร้ค่าจริง ๆ


คำถาม
ผมเคยไปหาจิตแพทย์มาแล้วเมื่อตอนอยู่ปี 1 (ก็ประมาณ 4 ปีที่แล้ว) และก็ได้รับยามาทานและการให้กำลังใจให้กล้าที่จะพูดต่อหน้าชุมชน แรก ๆ ก็อาการดีขึ้น แต่หลัง ๆมาผมก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม
ตอนนี้ผมสอบบรรจุได้และกำลังจะได้รับการบรรจุเป็นครู ก็เลยคิดว่าอยากจะรักษาโรคนี้ให้หายเสียที ผมจะไปหาจิตแพทย์อีกครั้งและจะบอกอาการต่าง ๆ อย่างล่ะเอียด (ครั้งแรกที่ไปหาผมอาจบอกอาการไม่ละเอียด) แต่ก็คงคิดว่าอาจจะได้รับยามาทานและการให้กำลังใจอีกเช่นเคย
ตอนนี้ผมอ่านหนังสือที่คุณหมอเขียนแล้วชอบมากเลยครับ ผมมีหนังสือของคุณหมอ 3 เล่ม คือ สติบำบัด มีดีบ้างไหมและสิ่งใดเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นดีเสมอ ในคำนำของหนังสือสติบำบัดของคุณหมอเขียนว่า “การรักษาที่ดีควรพัฒนามนุษย์ได้ด้วย ถ้าเป็นทางจิตเวชก็ควรพัฒนาจิตใจให้เข้าใจในชีวิต มีความยืดหยุ่น ปรับตัวได้ในสังคม” ผมชอบประโยคนี้มาก
ปัญหาก็คือเมื่ออ่านหนังสือแล้วผมไม่รู้จะฝึกอย่างไร สิ่งที่ผมจะฝึกนั้นมันถูกต้องหรือไม่ คุณหมอช่วยแนะนำด้วยครับ เช่นผมวางตารางการฝึกเอาไว้เช่นนี้ครับ
1. ตอนเช้าฝึกชีกง ฝามือร้อน 5 นาที
2. ฝึกจดอารมณ์ความรู้สึกลงในสมุดทุกครั้งที่มีอารมณ์ อันนี้ยากหน่อยเพราะเวลาไปทำงานเวลามีความรู้สึกต่าง ๆขึ้นมาจะเอาขึ้นมาจดต่อหน้าผู้คนก็กระไรอยู่ แล้วก็ไม่รู้ว่าจะจดอย่างไรคือจดทุกครั้งที่มีอารมณ์ความรู้ต่าง ๆ หรือจดเป็นช่วงเวลาเช่น 7-8 โมงรู้สึกอย่างไรก็จดไป
3. ฝึกคิดบวก (ก็ไม่รู้ว่าจะฝึกอย่างไรอีก)
4. หยุดความเพ้อฝัน (อันนี้ก็หยุดได้บ้างไม่ได้บ้าง)
5. ฝึกมีความรู้สึกไว้ต่อความสุข (ก็ไม่รู้ว่าจะฝึกอย่างไรอีก)
6. ฝึกต่อสู้กับความกลัว เช่น ปิดไฟนอน(ผมเป็นคนกลัวผีครับ) ฝึกออกไปเดินในทีที่มีคนเยอะ ๆ ฝึกสบตาผู้คนเวลาพูดด้วย
คุณหมอช่วยแนะนำการฝึก ให้กับผมด้วยครับ เอาแบบตัวอย่างแบบด้านบนก็ได้ครับ หรือถ้าข้างบนไม่ถูกต้องคุณหมอแนะนำการฝึกแบบอื่นก็ได้ครับ คือผมคิดว่าจะฝึกตามที่คุณหมอแนะนำและไปหาจิตแพทย์ด้วย น่าจะทำให้ผมมีอาการดีขึ้นครับ สุดท้ายนี้ผมขอขอบคุณมากครับ


   ความคิดเห็นจากคุณ drterd
    : drterd
   วันที่: 2/6/10
   เวลา: 15:17

 
ที่เคยรักษาแล้วดีขึ้นนั้นก็แสดงว่ามันแก้ไขได้ครับ การใช้ยาลดความตื่นกลัวจนเกินไปเป็นสิ่งจำเป็นครับ(เช่นยา Atenolol 50 mg และ Fluoxetine วันละเม็ด) เมื่ออาการตื่นลดลงแล้วจึงฝึกพฤติกรรมที่เลือกเช่น การเผชิญกับสถานการณ์ที่ตื่นเต้น จากระดับน้อยไปมาก(หากฝึกโดยไม่ใช้ยาช่วยเลยจะยาก)
ที่พยายามอยู่นั้นดีแล้วแต่ต้องมียาช่วยจะเร็วครับ

© 2004-2009 คลินิก สุขภาพใจ http://www.drterd.com
เลขที่ 20/22 ปากซอยลาดกระบัง 8 ถนนอ่อนนุช ลาดกระบัง กทม.โทร. 0 27278684

Contact Webmaster