เรื่อง : หน้าต่างแห่งโอกาส(1)

หน้าต่างแห่งโอกาส โอกาสทองในการสร้างอุปนิสัย

อุปนิสัยเป็นสิ่งสำคัญที่จะคาดการณ์ไปในอนาคตว่าเด็ก (หรือผู้ใหญ่) คนนี้จะเติบโตไปเป็นเช่นไร จะประสบความสำเร็จหรือไม่ อุปนิสัยที่กล่าวมานี้หลายชนิดไม่ว่าจะเป็นความมีมานะพยายาม การมองโลกในแง่ดี การรู้จักเข้าใจตนเอง ฯลฯ อุปนิสัยเหล่านี้มีช่วงเวลาพิเศษ ซึ่งเราอาจเรียกว่าเป็นหน้าต่างแห่งโอกาส (Windows of Opportunity) ซึ่งหากล่วงเลยเวลาดังกล่าวไปแล้วก็จะเป็นการยากที่จะย้อนกลับมาสั่งสอนกันใหม่
เมื่อไม่กี่วันมานี้ (ปลายมี.ค. 48) ผมได้จัดการประชุมและบรรยายเกี่ยวกับการสอนเด็กให้มีความฉลาดทางอารมณ์ ประเด็นสำคัญก็คือความเข้าใจว่า เรื่องใดบ้างเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่อาจรอได้ ซึ่งหากพ่อแม่หรือครูมีความเข้าใจก็จะจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับโอกาสที่เกิดขึ้นอย่างได้ผลดี
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ทฤษฎีเกี่ยวกับพัฒนาการทางสมองในยุคปัจจุบัน ค่อนข้างเปลี่ยนไปมาก แต่เดิม เราเชื่อว่าเด็กเกิดมาพร้อมกับเซลสมองก็จริงแต่เมื่อเด็กทารกได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัวก็จะทำให้แขนงและสายใยประสาทถูกกระตุ้นและแตกแขนงกันยกใหญ่ เรียกว่ากระตุ้นมาก ๆ ก็จะทำให้สมองมีเครื่อข่ายที่ทรงประสิทธิภาพ แต่มาในยุคปัจจุบัน เรากลับพบว่าสมองและเครือข่ายใยประสาทนั้นถูกสร้างอย่าง “เกินพอ” มาตั้งแต่แรกเกิดและเมื่อเด็กทารกกำเนิดขึ้น สมองหรือเซลประสาทรวมทั้งเส้นใยเส้นใดถูกใช้ก็จะทำให้วงจรประสาทเหล่านี้นั้นยังคงอยู่ ตรงกันข้าม เซลใดหรือแขนงใดไม่ค่อยได้ใช้ก็จะค่อย ๆ ฝ่อสลายไป นักวิทยาศาสตร์เรียกกระบวนการนี้ว่า Pruning(การตกแต่ง) หรือการคัดสรรของระบบประสาทความหลักของ ชาร์ล ดาร์วิน (สิ่งใดใช้สิ่งนั้นยันคงอยู่)
หน้าต่างแห่งโอกาสในการสร้างอุปนิสัยที่ดีนั้นเกิดขึ้นตลอดเวลาในวัยเด็กแต่หากดูเฉพาะช่วงที่เป็นโอกาสทองก็จะพบว่าช่วงเวลาแรกคือ เมื่อเด็กอายุ 10 – 12 เดือน ช่วงเวลานี้เป็นโอกาสทองของการจัดการอารมณ์ของตนเอง (Managing emotion)
ในเด็กเล็ก ๆ นั้นภาวะอารมณ์ที่ขึ้นลงคืออาจร้องไห้ขี้มูกโป่ง ไปจนถึงหัวเราะอย่างสนุกสนานนั้นเกิดขึ้นภายในเวลาอันรวดเร็ว กรณีของอารมณ์ไม่สบายนั้นผู้ดูแลคือพ่อแม่จะเป็นคนที่
ดอยปัดเป่า ซึ่งการปัดเป่าความไม่สบายนี้เองจะสร้างความพึงพอใจและเชื่อมั่นในตัวเด็กที่มีต่อสิ่งแวดล้อม
เมื่อเด็กโตขึ้นเริ่มเข้าขวบปีแรก ความสามารถในการเข้าใจและเชื่อมโยงเหตุ – ผลเริ่มมีบ้าง เด็กเองก็เริ่มจะลุกขึ้นยืนและเดินได้ ด้วยตนเอง แต่กับกับความไม่สบายใจไม่ว่าจะเป็นการถูกขัดใจ การไม่สมหวัง หรือความไม่สบาย ทางกาย เช่น หิว ก็ตาม จำเป็นที่จะต้องจัดการด้วยวิธีการต่าง ๆ หลักสำคัญก็คือ ต้องให้เด็กเรียนรู้การจัดการอารมณ์และจิตใจให้สงบลงโดยใช้เทคนิคที่หลากหลาย
1. วิธีพื้นฐานก็คือการตอบสนองต่อความต้องการของเด็กตามสมควร เช่น หิวก็ควรได้กิน กระหายก็ควรได้น้ำดื่ม การปล่อยให้เด็กต้องรอคอยนาน ๆ อาจทำให้ระบบร่างกาย และจิตใจเคยชินกับภาวะกระวนกระวายใจ(เด็กบางคนอาจสงบจิตใจตนเองด้วยการดูดนิ้วหัวแม่มือขณะที่บางคนอาจโยกตัวไปมาหรือโขกศีรษะ ซึ่งพบได้มากในเด็กที่อยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า)
2. วิธีที่ใช้กันมากได้แก่การเบี่ยงเบนความสนใจเช่น เด็กอาจอยากเดินไปใกล้ ๆบ่อน้ำ แม่ก็อาจหาของเล่นมาล่อให้เล่นในที่ปลอดภัยและไม่หงุดหงิดที่ถูกขัดใจ หรือการใช้ของเล่นล่อให้เด็กหยุดร้องไห้เป็นต้น
3. การโอบกอด ส่งเสียงกล่อมก็เป็นวิธีหนึ่งที่ได้ผลดี วิธีเช่นนี้ยังใช้ได้ในกรณีกล่อมให้หลับ ตามเวลา (การนอนและตื่นเป็นเวลาเป็นการสร้างอุปนิสัยแก่จิตใจและร่างกายเพราะหากไม่ได้ฝึกเสียแล้วระบบร่างกายก็จะขาดวินัยไปได้เหมือนกัน)
4. การพูดแสดงอารมณ์ที่ทดแทนการ Take action แน่นอนว่าเด็กที่มีอารมณ์เสียย่อมชอบขว้างปาสิ่งของเพื่อระบายอารมณ์(ผู้ใหญ่บางคนก็เป็นเหมือนกัน) พ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างที่ดี คือไม่ขว้างปาให้ดูเป็นแบบอย่าง (แต่เดี๋ยวนี้ต้องบอกว่าควรระวังตัวอย่างในทีวีด้วย) แล้วหันมาใช้การพูดคุยระบายอารมณ์ หรือ คุยบอกเหตุผลกัน การพูดคุยแทนการแสดงพฤติกรรมยังคงต้องฝึกไปเรื่อยๆ จนเข้าสู่วัยอนุบาล ซึ่งเป็นเวลาที่เด็กจะเข้าสังคมและพบกับความขัดแย้งซึ่งต้องใช้การเจรจาประนีประนอมเพื่อแก้ปัญหา
จะเห็นว่าบทบาทในช่วงขวบปีแรกนั้น สำคัญที่พ่อแม่ เพราะเด็กจะมีรูปแบบการจัดการอารมณ์ของตนเองตามอุปนิสัยดั้งเดิมบวกแบบอย่างจากผู้ดูแล
หน้าต่างแห่งโอกาส บานต่อมาคือการรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด
เด็กจะเริ่มรู้ว่าอะไรทำได้ (ไม่ถูกห้าม) อะไรทำไม่ได้ (ถูกห้าม) ตั้งแต่ขวบปีแรกของชีวิต แต่จะชัดเจนมากขึ้นเป็นเข้าสู่ปฐมวัยโดยเฉพาะในช่วงอายุ 2 – 3 ขวบ ซึ่งในวัยขนาดนี้เป็นวัยซน และจะทำอะไรตามใจตนเอง เด็กอาจพยายามทำอะไรด้วยตนเอง ซึ่งพ่อแม่ต้องส่งเสริมหากสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดี เช่นการกินข้าวเอง แปรงฟันเอง เด็กจะเรียนรู้ค่านิยมว่าการทำอะไรเองได้เป็นสิ่งที่ดีเป็นคนเก่ง ส่วนการพึ่งตนเองไม่ได้แสดงว่ายังเด็กเบบี๋คือยังไม่โต
ไม่ควรสอนค่านิยมว่า “สบาย (มีคนทำให้) คือเก่งดี”
แต่ควรสอนค่านิยมว่า “ลำบากทำเองได้คือคนเก่ง”
ในวัย 2 – 3 ขวบปีนี้ เกี่ยวข้องกันระหว่างความถูกผิด ค่านิยมและคุณธรรม ซึ่งต้องติดตามต่อไปครับ


 
  ผู้แต่ง: drterd - drterd@yahoo.com - 24/5/2005

© 2004-2009 คลินิก สุขภาพใจ http://www.drterd.com
เลขที่ 20/22 ปากซอยลาดกระบัง 8 ถนนอ่อนนุช ลาดกระบัง กทม.โทร. 0 27278684

Contact Webmaster