เรื่อง : บทสัมภาษณ์ นิตยสารสานปฏิรูป EQกับคุณครู 1

สัมภาษณ์ นิตยสารสานปฏิรูป

น.พ.เทอดศักดิ์ เดชคง
'สิ่งใดเกิดแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ'
ข้อคิดสำหรับการสร้างความสุขในอาชีพครู
'ครู' เป็นอาชีพที่ต้องเผชิญกับเครียดอยู่ในลำดับต้นๆ เพราะต้องอาศัยแรงกายและแรงใจในระดับสูง จึงจะสามารถทำงานตอบสนองความคาดหวังของพ่อแม่ผู้ปกครองตลอดจนสังคมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงของการถูกจับตามองเรื่องการปฏิรูปการศึกษา
สานปฏิรูป ฉบับนี้ ได้รับเกียรติจาก น.พ.เทอดศักดิ์ เดชคง จิตแพทย์ผู้มีผลงานโดดเด่นในด้านการศึกษาเรื่องความฉลาดทางอารมณ์ (อีคิว) มาให้คำแนะนำและข้อคิดเกี่ยวกับการลดความทุกข์ และเพิ่มความสุขในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบุคคลในอาชีพครู
ปัจจุบันตำแหน่งหน้าที่หลักของคุณหมอเทอดศักดิ์คือเป็นหัวหน้ากลุ่มงานยาเสพติด สำนักพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ส่วนงานอดิเรกที่ทำเป็นประจำคือการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ด้านจิตเวชที่คุณหมอพบเจอจากคนไข้ ออกมาในรูปของหนังสือและบทความอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอในรอบหลายปีที่ผ่านมา

เมื่อเราพูดถึงความฉลาดทางอารมณ์หรือว่าอีคิว คุณหมอคิดว่ามีคุณสมบัติข้อใดที่คนเป็นครูจะต้องมีมากเป็นพิเศษกว่าคนทั่วๆ ไป
คุณสมบัติของอีคิวมีหลายข้อ แต่ตัวที่ครูน่าจะใช้ได้มากตัวแรกคือเรื่องของการสร้างแรงจูงใจ คือครูต้องจูงใจตนเอง เพราะงานของครูเป็นงานที่ยากและยาว คำว่ายากหมายถึงว่างานนี้เป็นการเปลี่ยนคน ส่วนคำว่ายาวก็คือกระบวนการนี้ใช้เวลาหลายปี ไม่เหมือนกับพนักงานเคาน์เตอร์ ไม่เหมือนกับการขายสินค้าที่ขายวันต่อวัน เพราะฉะนั้นครูต้องมีเทคนิคการจูงใจตัวเอง ต้องรู้จักการตั้งเป้าหมายเล็กควบคู่ไปกับการตั้งเป้าหมายใหญ่
อันที่สอง คือการเข้าใจความรู้สึกของตนเอง หรือจะเรียกว่า 'สติ' ก็คงได้ จริงๆ สติข้อนี้มีหลายหัวข้อ แต่สติในเรื่องของอารมณ์จะช่วยให้ครูสามารถอยู่ได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ได้รับแรงกดดัน เช่น เด็กอนุบาล จะพบว่าบางครั้งครูอาจจะมีคำพูดหรือการกระทำที่ทำให้เด็กซึมซับในเรื่องของความรุนแรง หรือว่าการปรับตัวไม่ได้ในสังคม เช่น ครูอาจจะบอกว่าถ้าถูกทำร้ายก็ตบปากเพื่อนสิ แทนที่จะเสนอวิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่านั้น
อันที่สาม คือเรื่องของการเข้าอกเข้าใจคนอื่น ประเด็นตัวนี้เป็นลักษณะของการทำงานร่วมกับคนอื่นประกอบไปกับการดูแลเด็ก เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจเขาเราก็ทำงานได้ดีขึ้น
อันที่สี่ คือการมีวิธีคิด ได้แก่อะไรบ้าง ก็เช่น การคิดในเรื่องของการวางแผน การมองโลก การตั้งเป้าหมาย โดยเฉพาะการมองโลกเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ครูเหมือนกับหมออยู่อย่างหนึ่ง คือต้องมองโลกในด้านบวก สมมติว่าเรามีเด็กสักคนหนึ่งซึ่งมีปัญหาอยู่ในมือ ครูต้องมองว่าเด็กคนนี้จะดีขึ้นได้โดยปัจจัยอะไรบ้าง เด็กคนนี้อาจจะเลวร้ายในหลายเรื่อง แต่บางเรื่องก็มีดี ต้องมองให้เห็น เหมือนหมอดูแลคนไข้ คนไข้นี่อาจจะแย่แล้ว ขั้นสุดท้าย แต่ก็ต้องมองให้ออกว่าเราจะช่วยเขาได้ในเรื่องไหนบ้าง อย่างน้อยก็ช่วยให้เขาตายอย่างสงบ อะไรทำนองนี้ ผมคิดว่าประเด็นต่างๆ 4 หัวข้อนี้เป็นเรื่องที่จำเป็นกับครูมาก ส่วนประเด็นอื่นๆ ที่ปลีกย่อยก็เช่น การรู้จักปฏิสัมพันธ์หรือสื่อสาร ซึ่งพวกนั้นผมมองว่าเป็นพื้นฐานที่จะต้องมีอยู่แล้ว เลยไม่ได้เน้นมาก

แต่คงไม่ง่ายนักที่ครูทุกคนจะมีคุณสมบัติเหล่านี้ทั้งหมดได้ คุณหมอคิดว่าอย่างน้อยที่สุดเรื่องไหนที่ครูทุกคนต้องมี
ผมคิดว่าสิ่งที่ครูต้องการก็คือความสุข คำถามคืออะไรทำให้ครูมีความสุข เคยมีงานวิจัยในคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตว่า คนจะมีความสุขได้นั้นจะต้องมีความสุขในสิ่งที่ทำ เช่น ครูมีความสุขในสิ่งที่สอน นักเรียนมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ผมพบว่าครูที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่เป็นอย่างนั้น แต่แน่นอนครูจำนวนเป็นแสนๆ คนก็ต้องมีคนที่ไม่ประสบความสำเร็จหรือไม่มีความสุขอยู่มาก คนเหล่านั้นถ้าจะฝึกฝนตัวเอง สิ่งที่เราต้องบอกคือ ถ้าเขาทำอย่างนี้นะเขาถึงจะมีความสุข เขาถึงจะอยากทำ แล้วการรู้จักจูงใจตนเองไปสู่เป้าหมายได้นั่นคือเรื่องสำคัญที่สุด แต่สิ่งพื้นฐานที่ประกอบกับตัวนี้มีอยู่ 2 ตัวคือ วิธีคิดและการมองโลก เราไม่สามารถจะบอกว่านิสัยเดียวจะทำให้คนประสบความสำเร็จ เพราะเราพบว่านิสัยเหล่านี้ประกอบกันเป็นชุด การที่คนๆ หนึ่งมีนิสัยอย่างเดียว เช่น มองโลกด้านบวกอย่างเดียว แต่ไม่มีวิธีการอะไรเลย ไม่มีวิธีคิด ก็จะประสบความสำเร็จได้ยากและไม่มีความสุข เช่น เราบอกว่าผมมองโลกในแง่ดีนะ สอบคราวนี้ผมจะผ่าน แต่ผมไม่ได้เตรียมตัวอ่านหนังสือเลย จะสังเกตว่าอย่างนี้ไม่มีทางสำเร็จ
ครูก็เช่นเดียวกัน แม้จะมองเด็กด้านบวกออกแล้ว แต่ยังจำเป็นจะต้องตั้งเป้าหมายว่าเด็กคนนี้จะดีขึ้นในระยะระยาวอย่างไรบ้าง ขณะเดียวกันต้องรู้จักมองเห็นความก้าวหน้า การมองเห็นความก้าวหน้าเป็นหลักที่สำคัญมาก เพราะเด็กที่ดีขึ้นนั้นจะดีขึ้นทีละนิด แต่ถ้าเราไปตั้งเป้าหมายใหญ่ เช่น ให้เด็กต้องรับผิดชอบการเรียน อ่านหนังสือได้เยอะ ผมบอกได้เลยว่าถ้าตั้งเป้าหมายอย่างนี้โอกาสที่จะผิดหวังมีมาก แต่ถ้าเราตั้งเป้าหมายว่า ให้เด็กสามารถอ่านหนังสือได้วันละครึ่งชั่วโมง หรือตั้งเป้าหมายว่าพฤติกรรมในชั้นเรียนจะดีขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของการไม่หลุกหลิก ไม่ยุกยิก มีสมาธิ อย่างนี้ถือว่าเจาะจง ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ดี ก่อนจะเขยิบไปเป้าหมายอื่น ทำนองเดียวกันบางครั้งเรามีเด็กที่อาจจะมีความลำบากในชีวิต เช่น พ่อแม่แยกทางกัน คุณครูบางกลุ่ม เช่น ครูประจำชั้นหรือครูแนะแนว อาจจะต้องช่วยเหลือเด็กเหล่านี้
อย่างไรก็ดี การช่วยเหลือคนที่มีความทุกข์นั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ตัวเองจะต้องสัมผัสกับความทุกข์ เพราะฉะนั้นการตั้งเป้าหมายที่กระบวนการจึงเป็นสิ่งที่ครูควรทำ เช่น เราไม่ควรตั้งเป้าหมายว่าพ่อแม่เขาจะดีต่อเด็กเพียงเป้าหมายเดียว แต่ควรตั้งเป้าหมายว่าเราจะไปหาพ่อแม่เด็กอาทิตย์นี้สักครั้งหนึ่งดีไหม เราจะสังเกตว่าวิธีตั้งเป้าหมายแบบนี้เป็นเป้าหมายที่เล็ก แต่สามารถไปถึงได้ การตั้งเป้าหมายแบบนี้จะทำให้เราบรรลุความสุขได้ง่ายขึ้น
มันมีอยู่หลายอาชีพที่คนไม่ค่อยมีความสุข ผมยกตัวอย่างง่ายๆ ในโรงพยาบาลเรามีอาชีพหนึ่งก็คือพวกเวรเปล คือเข็นคนไข้ การที่เขาไม่มีความสุขในอาชีพก็เลยทำให้เขาพยายามหาความสุขจากอย่างอื่น เหมือนครูที่ไม่มีความสุขในการสอนก็จะหาความสุขจากเรื่องอื่น อาจจะเป็นเงินจากการสอนพิเศษ อาจจะเป็นการเดินโพยหวย อย่างเวรเปลเมื่อเขาไม่มีความสุขในการทำงาน เขาจะหาความสุขจากการนั่งเฝ้าทีวีระหว่างอยู่ในหน้าที่ บ่อยครั้งในตอนกลางคืนเขาจะเข็นรถเร็วๆ เพื่อให้เกิดความสนุกสนาน เราพบว่าสิ่งที่เป็นจุดคานดีด คานงัดสำหรับเขาก็คือให้เขาได้ตั้งเป้าหมายเวลาทำงาน เอาง่ายๆ อย่างเช่น วันนี้จะเข็นกี่คน หรือจะเข็นใครไปที่ไหน หรือแม้กระทั่งพูดคุยกับคนไข้ที่เขาเข็น วิธีการเหล่านี้เป็นเรื่องที่สั้นและง่าย เมื่อนำไปใช้คนๆ นั้นจะมีความสุขทันที ประเด็นเหล่านี้ถามว่าเกิดจากอะไร มันเกิดจากการที่เรามีความรู้อยู่ตัวหนึ่งเรียกว่า 'อีคิว' เมื่อเราวิเคราะห์ดูว่าคนที่มีความสุขเขาใช้อย่างไร คนไม่มีความสุขเขาขาดตรงไหน แล้วเราจึงนำเทคนิคของคนที่มีความสุขไปปรับใช้
ถ้าจะว่าไปแล้ว ครูอยากมีความสุขก็ต้องดูคนที่มีความสุขเท่านั้นเอง ครูมีความสุขได้แก่อะไรบ้าง เรามีครูต้นแบบอยู่หลายคน ผมมองว่าคนเหล่านี้มีความสุขเพราะเขาตั้งเป้าหมายอยู่ที่การทำงาน แล้วก็มีความสุขจากหลายเรื่อง ครูบางคนมีความสุขจากเรื่องเดียว เช่น ต้องได้ขั้นครึ่งหรือสองขั้นในปีนี้ ซึ่งผมมองว่าตั้งเป้าหมายแบบนี้มีความทุกข์แหงเลย แต่ถ้าบอกว่าการเลื่อนขั้นนี่คือ 30 % ของความสุข 20 % เป็นเรื่องของการมีเพื่อนร่วมงานที่ดี 40 % อาจจะเป็นเรื่องความก้าวหน้าของนักเรียน และอีก 10 % อาจจะเป็นเรื่องงานอดิเรกของครูเองก็ได้

แต่ในสภาพบรรยากาศที่ผ่านมาในรอบ 2-3 ปี ความคาดหวังต่อการปฏิรูปการศึกษานั้นค่อนข้างจะสูง ขณะที่ตัวระบบเองยังไม่ได้มีทิศทางที่จะช่วยให้ครูสามารถบรรลุความคาดหวังของสังคมตลอดจนพ่อแม่ผู้ปกครอง ผู้บริหารจำนวนไม่น้อยก็สร้างความกดดันให้ครู เป้าหมายก็ไม่ชัดเจนว่าจะให้ครูต้องปรับตัวและพัฒนาตนเองอย่างไร สิ่งเหล่านี้ล้วนสร้างความเครียดให้แก่ครูทั้งสิ้น
สิ่งที่ครูประสบตอนนี้ก็คือต้องทำงานภายใต้สภาวะกดดัน หรือที่บางทีเราก็เรียกว่า AQ หรือ Adversity Quotients หลักการก็คือให้ครูตั้งคำถาม 2 ข้อ เวลาที่เกิดข้อขัดแย้งต่างๆ ภายในจิตใจ หรือเมื่ออยู่ในภาวะที่งานล้นมือ ข้อแรกก็คือ งานนี้ต้องทำ ข้อสองคือ ถ้าต้องทำแล้ว ทำอย่างไรจึงจะทำแบบมีความสุข มีประโยคอยู่อันหนึ่งที่ผมชอบ เขาบอกว่า Let me see what I can do. คือสมมติงานชิ้นนี้วางอยู่ตรงหน้าผม ผมไม่ค่อยอยากทำ แต่ว่าหัวหน้าผมสั่ง ผมรู้ว่าผมต้องทำแน่ เพราะผมตอบคำถามข้อแรกแล้วว่าผมต้องทำ ถามว่าทำยังไงถึงจะมีความสุข นี่คือคำถามข้อสอง ถ้าครูรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำ ผมว่าไม่น่าจะถามแล้วว่าทำไมถึงเปลี่ยนแปลง การถามว่าทำไมต้องเปลี่ยนแปลงทำให้คนเราเกิดความทุกข์โดยไม่จำเป็น เหมือนกับเราถามว่าทำไมช่วงนี้ฝนตกทุกวันเลย หลักจิตวิทยาบอกว่าคุณอย่าไปถามเลยว่าทำไมฝนตก คุณถามดีกว่าว่าคุณจะทำยังไงถ้าฝนมันตก เหมือนคนเป็นมะเร็งครับ ไม่ต้องมาถามแล้วว่าทำไม คุณทำกรรมอะไรมาถึงเป็นมะเร็ง แต่คุณควรถามว่าคุณจะเป็นยังไง มะเร็งมันเกิดแล้ว
ผมเองเมื่อก่อนเจอคนไข้ที่ติดเชื้อ HIV อยู่หลายคน ผมพบว่าหลักการอันนี้เปลี่ยนชีวิตคนได้เยอะนะ ผมเล่าเพื่อจะลองเปรียบเทียบกับครูนะครับ ผมคิดว่าครูยังเครียดไม่เท่ากับคนติดเชื้อ HIV แน่นอน มีอยู่คนหนึ่งบอกผมว่าเขาอยากตายมากเลย คุณหมอไม่ต้องห้าม ผมบอกเขาว่า ผมไม่ห้าม คุณอยากตายก็ตามใจ แต่ผมอยากคุยกับคุณสักครู่หนึ่ง สิ่งที่ผมคุยกับเขาคือ หนึ่ง พยายามให้เขามองเห็นว่าการติดเชื้อนี่เกิดขึ้นแล้ว เขาไม่ควรจะมาสงสัยว่าทำไม หรือกับผู้หญิงคนไหน ข้อสอง เขามีสิ่งยึดเหนี่ยวอะไร คำถามนี้คือถามเป้าหมายในชีวิตนั่นเอง คำถามข้อสาม บังเอิญว่าคนนี้เขามีจุดยึดเหนี่ยวก็คือน้องชาย แล้วเขาจะทำยังไงล่ะ เขาคุยกับผมหนเดียวแล้วก็หายไปเลย ผมฝากคนไข้อื่นให้ช่วยตามคนไข้รายนี้ เขากลับมาบอกผมว่า เขามีความสุขดีแล้ว เขาขายขนมปัง เปิดร้าน
เบเกอรี่ มีฐานะพอสมควรแล้วก็ส่งน้องชายเรียน นี่คือสิ่งยึดเหนี่ยวในใจเขา
เพราะฉะนั้น จะสังเกตว่าภายใต้สภาวะแบบนี้ที่คนทั่วไปคิดว่ามันยาก แต่ถ้าเข้าใจว่าหน้าที่ของเขาคืออะไรความเครียดจะลดลง สมมติว่าครูต้องปรับแผนการสอนเป็นแบบไชลด์เซ็นเตอร์ เพราะ ผอ.สั่งมา ครูจะรู้สึกว่าเครียด เพราะต้องเปลี่ยนการสอนต่างไปจากเดิม นี่เป็นเรื่องธรรมดา เหมือนเราขับรถไปที่ทำงานโดยใช้เส้นทางประจำ แต่มีใครบางคนมาบอกว่าทำไมคุณไม่ไปขับตามเส้นทางใหม่ล่ะ เชื่อไหมครับ 80-90 % จะไม่เอาข้อแนะนำนี้ไปใช้ จนกว่าจะเกิดอุปสรรคในเส้นทางเดิม
เอาล่ะ ครูบอกว่าสิ่งนี้ต้องทำแน่ ลองตั้งเป้าหมายเลย เป้าหมายจะทำให้เกิดคุณค่า ผมเคยศึกษางานวิจัยชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับคนที่ทำงานอยู่ยืด คือทำงานนานๆ แล้วไม่ลาออก เขาพบว่าคนพวกนี้มีนิสัยอย่างหนึ่งคือ เขาเห็นคุณค่าของงาน เห็นคุณค่าหมายถึงว่าเขาได้อะไรจากงานนั้น เงินทองก็อาจเป็นส่วนหนึ่ง
ยกตัวอย่างเช่น ผมเคยไปบรรยายที่บริษัทมาลีสามพราน หลายๆ คนที่นั่นมีความสุขดี ผมไปเจอใครทำงานแบบมีความสุข ผมจะถามเขาถึงเทคนิค คุณมีวิธีการอย่างไร ผมถามพนักงานที่อยู่ฝ่ายอาหารกระป๋อง ว่าเขาทำอะไร เขาตอบผมด้วยคำตอบที่ทำให้หลายๆ คนขำ ผมทำอาหารเลี้ยงคนทั้งประเทศครับอาจารย์ อะไรจะขนาดนั้น พอเขาเห็นผมทำหน้าสงสัย เขาถามผมต่อ หรืออาจารย์ไม่เคยกินอาหารที่ผมทำ เออ..ใช่ กินเข้าไปหลายกระป๋องแล้ว
นี่คือคนที่บรรลุคุณค่าของงาน ครูที่บรรลุคุณค่าของงานเป็นอย่างไร เขาจะตอบได้ว่าเขาสอนไปทำไม ซึ่งถ้าอุดมคติเลยก็คือ สร้างคนดีในสังคม รองลงมาอาจจะบอกว่าต้องการช่วยให้เด็กมีอนาคต หรือว่าง่ายที่สุดคือ อย่างน้อยฉันก็มีงานทำ ทั้งหมดนี้เรายอมรับได้นะ เป็นคุณค่าได้ทั้งนั้น แล้วแต่คนจะคิด

แต่ในสังคมโรงเรียนพบว่ามีผู้บริหารจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้สร้างบรรยากาศในการทำงานอย่างมีความสุขให้กับครู รวมถึงอาจมีเพื่อนครูที่ไม่เข้าใจ ขาดความร่วมมือในการทำงานซึ่งกันและกัน มีการเอารัดเอาเปรียบกินแรงคนอื่น และอิจฉาริษยา ในสังคมแบบนี้ครูที่ตั้งใจจะมีความสุขกับการทำงานจะไปรอดไหม
คำถามข้อแรกก็คือ ทำไมคุณไม่ลาออกไปเสียทีล่ะครับ หลายๆ คนบอกว่าอยากลาออก เจ้านายเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
คุณลองหาวิธีการทำงานให้มีความสุขกว่าตอนนี้ได้ไหม ถามว่าทำอย่างไรถึงจะมีความสุข คนเราส่วนใหญ่มักมีความสุขจากปัจจัยภายนอก อย่างเช่น เจ้านายยอมรับ เด็กให้ความเคารพ เสนอขอเลื่อนซีแล้วผ่าน เชื่อไหมครับมนุษย์เรานั้นมีความสุขอยู่บนปัจจัยภายนอกถึง 90 % ส่วนอีก 10 % เป็นความสุขจากปัจจัยภายใน เช่น เรารู้สึกว่าเรามีสมาธิดีขึ้นนะ เราอ่านหนังสือได้มากขึ้น เรานอนดึกได้ เราทำงานได้มากขึ้น
เราพบว่า คนที่มีความสุขบนปัจจัยภายนอกส่วนใหญ่นั้นมีความสุขได้ยากขึ้น เวลาที่เราปรับเปลี่ยนคนที่อยู่ในสภาวะแบบนี้ เราจะให้เขาเปลี่ยนมาแสวงหาความสุขจากปัจจัยภายใน ผมขอยกตัวอย่างของการไปเปลี่ยนวิธีคิดในองค์กรซึ่งมีปัญหามาก อาจจะมากกว่าครูบางที่ด้วยซ้ำ ผมเคยไปจัดคอร์สให้กับโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ที่นั่นมีแต่ความทุกข์ครับ คนมาเชิญผมบอกว่าคนที่นี่หน้างอตั้งแต่ประชาสัมพันธ์ไปจนกระทั่งหมอ เขาสรุปภาพในโรงพยาบาลง่ายๆ ผมใช้เวลากับพวกเขาเดือนครึ่ง ปรากฏว่าพอจบคอร์ส เขาโหวตกันว่าคะแนนความสุขเป็นยังไงบ้าง ส่วนใหญ่บอกว่าเพิ่ม 50-60 %
การอบรมในเซ็คชั่นแรกผมจะให้แต่ละคนบอกว่าเขาจะมีความสุขได้จากอะไรบ้าง มีอยู่คนหนึ่งครับ บอกว่าเขาอยากได้แอร์ตัวใหม่ บางคนบอกว่าอยากได้เพื่อนร่วมงานและพยาบาลเวรดึกเพิ่มขึ้น บางคนบอกว่าอยากเปลี่ยนหัวหน้าฝ่าย ถามว่าตอนจบคอร์สคนเหล่านี้ได้ความสุขจากสิ่งที่เขาขอไหม ไม่มีใครได้เลย แอร์ก็ไม่ได้ซ่อม พยาบาลเวรดึกเท่าเดิม แล้วถามว่าเกิดความสุขได้อย่างไร ในเซ็คชั่นแรกนอกจากจะถามว่าเขามีความสุขจากอะไรแล้ว ผมจะถามคำถามข้อสองด้วยว่าวันนี้คุณทำอะไรบ้างล่ะ ทุกคนในโรงพยาบาลตอบว่ายังไม่ได้ทำอะไรเลย นี่คือคำตอบที่ปกติธรรมดามากของคนที่มีความทุกข์ในการทำงาน ตอนนั้นบ่ายสองแล้วนะครับ ผมก็เลยถามเขาว่า คุณเจาะเลือดคนไข้ไปบ้างหรือยัง คุณจ่ายยา คุณทำอะไรไปบ้างแล้ว ทุกคนทำ แต่ไม่นับ แบบนี้เขาเรียกว่าขาด sense of success ผมก็เลยให้แต่ละคนบันทึกครับ แต่ละวันเขาทำอะไรบ้าง หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป มีอยู่คนหนึ่งเขาดูสดใสขึ้นมาก ถามว่าทำไมเดี๋ยวนี้คุณมีความสุข เขาตอบว่าเพราะเขารู้แล้วว่าวันๆ เขาทำอะไรไปบ้าง แกตอบสั้นๆ อย่างนั้น แล้วก็บอกว่าเวลาฉีดยาฉีดได้กี่รายเขาจะนับไว้ นี่คือเป้าหมายของเขา
sense of success เป็นกุญแจของความสุข ถามว่าคนที่มีความสุขกับคนที่มีความทุกข์ 2 กลุ่มนี้เกิดเหตุการณ์ในชีวิตต่างกันไหม ไม่ต่าง เขาวิจัยกันแล้วนะ คนถูกหวยอาจจะมีทุกข์มากกว่าคนถูกกินก็ได้ ต่างกันตรงไหน ต่างกันตรงที่วิธีคิด เพราะฉะนั้นถ้าสร้างวิธีคิดได้จะเกิดความสุข แต่แน่นอนครับว่า ในสภาวะที่เราไม่ได้เป็นเฟืองหลัก เราจะต้องเข้าใจว่านี่คือเกมหรือละครที่เราไม่ได้กำหนดบทบาท สิ่งที่เราทำอะไรได้บ้างเราทำ งานบางประเภทเป็นงานที่สามารถประสบความสำเร็จได้อย่างสูง เช่น ขายข้าวแกง ถ้าเราไปยืนหน้าแผง โอกาสซื้อมากไหม มาก แต่ถ้าเราไปดูรถ โอกาสซื้อจะต่ำ นี่คือธรรมชาติของงาน คุณครูต้องเข้าใจธรรมชาติของงานว่าการที่จะถูกใจทุกคนเป็นเรื่องยาก เสร็จแล้วจึงจะมาดูว่าท่ามกลางสิ่งที่ยากนั้นมีอะไรเหลือพอที่ครูจะทำได้ มีอยู่อีกประเด็นหนึ่งที่จะช่วยให้ครูทำงานได้อย่างมีความสุขขึ้นคือ การมีกลุ่มสนับสนุน หรือมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์ หรือบางทีก็ร่วมชะตากรรม แล้วก็การมีการสื่อสารกันระหว่างครู ผู้ปกครอง และเด็ก

การเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องความสุขอย่างที่คุณหมอกล่าวถึง สามารถเปลี่ยนได้ด้วยตนเอง หรือต้องมีคนอื่นมากระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น ต้องเข้ารับการอบรม
2-3 ปีที่แล้วผมทำเรื่องอีคิว ทุ่มเทให้กับเรื่องโรงเรียนมาก แล้วผมก็พบว่าผลที่ได้นั้นไม่มากนัก สิ่งที่เราค้นพบก็คือ การที่เราจะหวังให้มีวีรบุรุษหรือใครสักคนจากข้างนอกมาช่วยนั้นเป็นเรื่องยาก และวีรบุรุษเองในไม่ช้าก็คงหมดไฟเหมือนกัน แล้วสิ่งที่เราทำได้คืออะไร ก็คือการให้ข่าวสารเป็นระยะที่อาจจะช่วยเหลือคนบางกลุ่มได้ หลักการของอีคิวคือเราจะไม่เปลี่ยนคนทั้งร้อยคน สมมติว่ามี 100 คน อย่าไปหวังว่าครูทั้งร้อยจะเป็นคนดี แต่ผมหวังแค่ครูสัก 10 คนก็พอแล้ว แต่ทั้งนี้ต้องได้รับการสนับสนุนให้เพิ่มขึ้นด้วยกลไกอันนี้ เพราะฉะนั้นจึงต้องอาศัยผู้บริหารที่มีสายตาที่ดี ผมคิดว่าประเด็นตรงนี้อาจจะดีขึ้นได้จากในเรื่องการประเมินมาตรฐานของผู้บริหาร หมายความว่าคนเหล่านี้อาจจะต้องได้รับการเลือกโดยกระบวนการที่มีมาตรฐานมากขึ้น ผมมองว่าเรื่องเหล่านี้จะดีขึ้นในอนาคต เพียงแต่ว่าหลายๆ ปัญหามันอาจจะรุมเร้า
ผมมองว่าปฏิรูปการศึกษาอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ครูเครียดมาก แต่ปัญหาอื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนี้สิน หรือเรื่องของการใช้ชีวิตในสังคมครูก็มีส่วน ผมมีคนไข้ที่เป็นครูมาปรึกษาไม่น้อย พบว่าหลายๆ คนกดดันมากในสถานการณ์ของโรงเรียน ที่เจอบ่อยก็คือความขัดแย้ง แล้วความขัดแย้งที่พบมากก็คือกับผู้บริหาร มีครูอยู่คนหนึ่งมาปรึกษาผม ตอนนี้ลาออกแล้ว แต่สิ่งที่เราคุยกันทำให้เกิดการเรียนรู้ขึ้นมาอย่างหนึ่งว่าบางครั้งเราคาดหวังกับผู้บริหารมากเกินไป หวังว่าเขาจะต้องยอมรับไอเดียเรา หวังว่าเขาจะต้องมองเห็นการณ์ไกล พอไม่ได้ผลก็ผิดหวัง คุยไปคุยมาถึงได้ทราบว่านี่เป็นหลักการที่คนโบราณเขาพูดกัน เขาบอกว่าตอนคนอายุน้อย อยากเปลี่ยนคนทั้งโลก พออายุมากขึ้นอยากเปลี่ยนคนรอบข้าง พอแก่ตัวลงแล้วอยากเปลี่ยนตัวเอง เพราะฉะนั้น โดยความเข้าใจอันนี้ก็หมายความว่าก่อนที่จะเปลี่ยนใครลองเปลี่ยนตัวเองดูสักนิดหนึ่งได้ไหม
หลักการสำคัญอันหนึ่งของอีคิวคือ การหาข้อดีในสิ่งที่ไม่ดี เช่น หัวหน้าเราเป็นคนไม่ดี ถามว่าเราต้องทำงานกับเขาไหม ส่วนใหญ่บอกว่าต้องทำ ไม่ลาออก เพราะฉะนั้น ถ้าอยากมีความสุขกับเขา ลองถามตัวเองว่าเขามีดีไหม งานชิ้นนี้ไม่อยากทำเลย แต่ต้องทำ มันมีดีอะไรกับเราบ้างไหมงานชิ้นนี้ ลักษณะเช่นนี้ถ้าเป็นวิชาการตะวันตกสมัยใหม่ เขาเรียกว่าเป็นการหาโอกาสท่ามกลางอุปสรรค หรือที่เรียกว่า turning obstacle into opportunity ครูบางคนคงจะทำได้ แต่บางคนอาจจะต้องใช้เวลา มันมีหลายระดับ ที่สำคัญคือครูต้องมีความหวัง

การที่ครูจำนวนไม่น้อยตัดสินใจเออร์ลี่ รีไทร์ เพราะไม่อยากเผชิญกับความเครียดในอาชีพต่อไป คุณหมอคิดว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องไหม
ถ้าเขาลาออกไปแล้ว การตัดสินใจนี้ต้องถูก อะไรเกิดแล้วต้องดีเสมอครับ

ดีจริงหรือเปล่า หรือแค่คำปลอบใจ
มันต้องจริง ผมยกตัวอย่าง ซื้อรถมาแล้วคันหนึ่ง ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ มันต้องดีแน่เลย เพราะต่อให้คุณไม่ชอบ คุณก็ยังใช้รถคันนี้ หรืออย่างคนที่แต่งงานแล้วนะ เปลี่ยนได้ไหม เราไม่พอใจ ไม่เข้าใจเราเลย งานเราแบบนี้ เราต้องทุ่มเท ทำไมต้องมาถามอยู่เรื่อยว่าทำไมไม่มีเวลาให้ครอบครัว คำตอบก็คือเปลี่ยนไม่ได้ เปลี่ยนไม่ได้ก็มาสู่คำถามข้อสอง หลักการคล้ายกัน แล้วจะอยู่ยังไงล่ะให้มันมีความสุขมากขึ้น เชื่อเถอะว่าคนส่วนใหญ่จะวนเวียนอยู่ในปัญหาข้อแรก ทำไมฉันถึงต้องแต่งกับเขาด้วย แต่ถ้าผ่านข้อแรกไปแล้ว ความทุกข์ 90 % หายไปเลย ทำไมฉันต้องซื้อรถคันนี้ ทำไมฉันต้องมาอยู่โรงเรียนนี้ แต่ถ้าคุณตัดสินใจว่าคุณจะอยู่ คุณคิดต่อทันทีได้เลยว่าแล้วคุณจะอยู่อย่างไร หลักการของสิ่งใดเกิดแล้ว สิ่งนั้นจะดีเสมอ เป็นหลักการที่มันตกผลึกนะ
ผมพบว่ามีอยู่หลายองค์กรที่นำวิธีนี้ไปใช้ มีอยู่องค์กรหนึ่งเขาเอาไปติดไว้ในห้องประชุม เพราะว่าคนชอบทะเลาะกัน สโลแกนของสิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว จะมีอันหนึ่งคือ มันมีดีบ้างไหม มีคนมาเล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งเขาทะเลาะกันหน้าดำหน้าแดงเลย พอคนหนึ่งชี้ให้เห็นว่ามันมีดีบ้างไหม ก็กลายเป็นเรื่องตลกไป คนเราทะเลาะกันด้วยเหตุผลง่ายๆ ด้วยเรื่องอัตตาเท่านั้น เมื่อก้าวข้ามตรงนี้ไปได้ ความทุกข์จะหายทันที ทำนองเดียวกันกับการที่เราบอกว่าครูเออร์ลี่ รีไทร์ไปแล้วต้องดีแน่ คุณไม่ต้องมาคิดเลยว่าทำไมฉันลาออก คุณควรจะคิดว่าลาออกไปแล้วจะทำยังไง แต่ถ้าคุณยังไม่ได้ตัดสินใจ คุณจะต้องคิดมากขึ้นแล้ว คนที่ยังไม่ได้แต่งงานย่อมจะคิดว่าจะแต่งดีไหม ส่วนคนที่แต่งไม่ต้องถามแล้ว ถามเพียงว่าจะอยู่กับเขายังไง
สำหรับครูที่ยังไม่ได้คิดลาออก คำถามมีเพียงว่าคุณมีเป้าหมายอย่างไรในชีวิต เงิน งาน เด็ก หรืออะไรก็แล้วแต่ ถ้าเป้าหมายชัดคุณจะรู้เองว่าคุณดีตรงไหน ถ้าเป้าหมายของคุณจะยังได้จากการที่อยู่โรงเรียนต่อ คุณก็อยู่ มีครูคนหนึ่งจบปริญญาโทสอนอยู่โรงเรียนเอกชน เขาคิดว่าอยู่โรงเรียนนี้มีความก้าวหน้าน้อย จึงลาออกมาอยู่บริษัทเฮดฮันเตอร์แห่งหนึ่ง ก็ไม่มีความสุขอีก เพราะงานไม่มั่นคง บทสรุปของคนๆ นี้คือ เขาเป็นคนขี้กังวล เป้าหมายในชีวิตของเขาคือต้องการหางานที่มั่นคง เขาอาจจะได้งานซึ่งเงินเดือนไม่มากนักก็ได้ ตอนนี้ผมเจอเขานานๆ ครั้ง คิดว่าสุดท้ายเขาน่าจะกลับไปที่โรงเรียนเล็กๆ แห่งหนึ่ง แล้วก็มีความสุขได้ แต่เส้นทางของคนที่ยังไม่เข้าใจตัวเองจะวกวนสักระยะหนึ่ง บางรายเป็น 10 ปี ถึงจะพบทาง

ทำอย่างไรจึงจะมีแรงจูงใจที่จะตั้งเป้าหมายในชีวิตได้อย่างที่ตัวเองต้องการจริงๆ
ระยะยาวมีคำถามที่ทำให้เราตอบได้ง่ายขึ้นคือ 5-10 ปีข้างหน้าเราจะไปอยู่ที่ไหน ทำอะไร หรือถ้ายาวกว่านั้นก็คือตอนตาย เราจะตายด้วยฐานะอะไร ตอนตายส่วนใหญ่มักจะเป็นอุดมคติ เช่น อยากให้มีคนมาร่วมงานศพมากๆ ได้รับพระราชทานน้ำอาบศพ ซึ่งยาก แต่พอพูดถึงเป้าหมาย 5 ปี จะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวขึ้น เช่น ฉันอยากจะเป็นอาจารย์ระดับนั้นระดับนี้ ฉันอยากจะเป็นคนที่ได้รับการยกย่อง ฉันอาจจะมีลูกศิษย์ที่ประสบความสำเร็จสัก 5 คน 10 คน อันนี้จะสังเกตว่าเป็นเป้าหมายที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นแล้ว ยิ่งใกล้ยิ่งชัด
ในการตั้งเป้าหมายให้กับชีวิต ไม่ควรคิดไว้เกิน 5 ปี หลังจากนั้นถึงมาดูว่า ณ วันนี้เราทำอะไรที่จะไปให้ถึงเป้าหมายนั้นหรือยัง แต่ในความเป็นจริงคือคนเราส่วนใหญ่มักไม่ค่อยได้ทำตามเป้าหมายอย่างที่ว่า มีอาจารย์ท่านหนึ่งเป็น ผอ.วิทยาลัยแห่งหนึ่ง ผมไปสอนเขาเรื่องหลักสูตรการพัฒนาตนเอง แล้วให้เขาตั้งเป้าหมาย เขาตั้งเป้าหมายว่าพอเกษียณอยากมีสุขภาพแข็งแรง จะได้ไปเที่ยว แต่พอมาดูเป้าหมายย่อย ผมถามเขาว่าตอนนี้อาจารย์กินเหล้าไหม กิน สูบบุหรี่ไหม สูบ อาจารย์ออกกำลังกายไหม ไม่ค่อยมีเวลาออก อาจารย์เลือกกินอาหารไหม เลือกไม่ค่อยได้เพราะประชุมบ่อย งานยุ่ง นี่คือไม่ได้ทำอะไรที่จะไปสู่เป้าหมายนั้น
เพราะฉะนั้น ในคนที่เริ่มต้นฝึกวางเป้าหมายให้ตัวเอง ผมจะแนะนำให้ตั้งเป้าหมายในแต่ละวันก็พอ เรียกว่า daily goal เช่น วันนี้จะทำอะไรบ้าง การตั้งเป้าหมายในแต่ละวันและสามารถทำได้บรรลุผลจะทำให้เรารู้สึกมีความสุขได้แล้ว ในขั้นต่อมา ถ้าเราสามารถตั้งเป้าหมายได้ระยะยาวขึ้น ก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ

คุณหมอคิดว่าเด็กและเยาวชนไทยส่วนใหญ่ในขณะนี้ได้รับการฝึกฝนให้เข้าใจตนเองและรู้จักตั้งเป้าหมายในชีวิตมากน้อยเพียงใด เพราะกิจกรรมการเรียนการสอนจะเน้นหนักไปทางวิชาการมากกว่า
เมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว กรมวิชาการพยายามจะทำหลักสูตรที่เป็นมาตรฐาน เป็นรายวิชา แล้วก็รายชั้นปี ตอนนั้นผมไปช่วยอยู่ 2 ปี สุดท้ายไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร แต่อย่างไรก็ตามเราสามารถจะสอนเด็กให้มีความสามารถในการจูงใจตนเองและตั้งเป้าหมายได้ คนจะจูงใจตัวเองได้ต้องมีเป้าหมาย มีกระบวนการ และมีการประเมินตนเอง ถามว่าทำได้อย่างไร จริงๆ แล้วตัวนี้แฝงอยู่แล้วในการเรียน เช่น หนูต้องส่งการบ้านพรุ่งนี้นะ มันมีเป้าอยู่แล้ว แต่เป็นจากภายนอก ถามว่าทำอย่างไรถึงจะเกิดจากปัจจัยภายในได้ล่ะ ผมคิดว่าจะต้องเกิดจากการเรียนการสอนที่ให้อิสระแก่เด็กในการวางแผน ตรงนี้ผมมองว่าตัวการปฏิรูประบบการเรียนการสอนคงจะช่วยได้ ผมพบว่าในโรงเรียนหลายแห่งขณะนี้สามารถสอนให้เด็กรู้จักตั้งเป้าหมายในชีวิตมากขึ้น เด็กรู้จักรับผิดชอบภารกิจส่วนตัว แล้วช่วยทำงานบ้านได้ ซึ่งตรงนี้ผมมองว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก
ในเด็กที่มีปัญหา การบ้านอันหนึ่งที่ผมมักจะให้ก็คือให้ช่วยทำงานบ้าน เช่น ล้างชาม เช็ดบันได เราพบว่ากิจกรรมเหล่านี้จะช่วยฝึกนิสัยในการรับผิดชอบ มีเด็กอยู่คนหนึ่งทะเลาะกับแม่เป็นประจำเลย แม่เขามาหาผม เล่าให้ฟังว่าเวลาบอกให้ลูกล้างชามทีไรต้องทะเลาะกันทุกทีเลย คราวนี้เราให้บอกใหม่ ให้ล้างด้วยกัน กิจกรรมบางอย่างต้องทำร่วมกัน พอเห็นแม่ทำลูกก็มาช่วยล้าง แม่ถามว่าทำไมลูกถึงมาล้าง ก็วันนี้แม่ไม่บ่นหนูนี่คะ แม่ถึงเข้าใจ อันนี้เป็นลักษณะการสอนที่เป็นธรรมชาติ พ่อแม่ก็สอนได้ ครูก็สอนได้ และไม่จำเป็นว่าจะต้องอยู่ในตำราเท่านั้น แต่มักจะอยู่ในกิจกรรมที่เด็กต้องรับผิดชอบ
การปลูกถั่วเป็นหลักสูตรหนึ่งซึ่ง ดร.สเตนเบิร์ก ใช้ในการสอนเด็กให้รู้จักอดทน เด็กจะต้องปลูกถั่วแล้วคอยสังเกตว่าต้นถั่วโตขึ้นวันละกี่เซ็นติเมตร แต่ของเราถ้าสมัยก่อนมันไปสุดตรงไหน สุดตรงให้คะแนน เมื่อปลูกใส่กระป๋องแล้วมาดูว่าจะให้คะแนนเท่าไร แต่ของสเตนเบิร์กเขาให้เด็กติดตามผลตลอด เป้าหมายเล็กคือการวัดขนาดการเติบโตของถั่ว คือ หนึ่ง มันงอก สอง มันโต สาม มันอาจจะมีใบอ่อน มีแขนง ส่วนเป้าหมายใหญ่นั้นคือเมล็ดถั่ว เปรียบเทียบกับการอ่านหนังสือ ผมเชื่อว่าไม่มีเด็กคนไหนที่ได้รับการสอนให้รู้จักวางแผนการอ่าน ถ้าเด็กได้รับการสอนว่าเขาควรจะวางแผนอย่างไร เช่น แต่ละวันอ่านกี่หน้า แล้วก็รู้จักวางแผนในตารางสอน ผมคิดว่านี่คือการสอนที่เป็นธรรมชาติ เด็กจะไม่รู้สึกเหมือนถูกยัดเยียด การไปสอนตรงๆ ให้เขาต้องรับผิดชอบในงานชิ้นนั้นชิ้นนี้เป็นสิ่งที่ยาก แล้วงานบางอย่าง เช่น การทำเวร ไม่มีเด็กคนไหนอยากทำ เพราะเด็กมองว่าไม่สนุก ทำยังไงให้มันสนุกล่ะ นั่นคือคำถามที่เราต้องมีความคิดสร้างสรรค์ เรามีวิธีการไหม ไม่ว่าจะเป็นการทำความสะอาดโดยใช้อุปกรณ์อื่น หรือการแข่งกันทำความสะอาด คิดอะไรต่างๆ ได้อีกมากมาย



 
  ผู้แต่ง: drterd - deatkong@drterd.com - 19/10/2004

© 2004-2009 คลินิก สุขภาพใจ http://www.drterd.com
เลขที่ 20/22 ปากซอยลาดกระบัง 8 ถนนอ่อนนุช ลาดกระบัง กทม.โทร. 0 27278684

Contact Webmaster