เรื่อง : บทสัมภาษณ์ นิตยสารสานปฏิรูป EQกับคุณครู 2

สัมภาษณ์ นิตยสารสานปฏิรูป
สัมภาษณ์ 2 สานปฏิรูป (ต่อ)
คุณหมอคิดว่าเด็กและเยาวชนไทยส่วนใหญ่ในขณะนี้ได้รับการฝึกฝนให้เข้าใจตนเองและรู้จักตั้งเป้าหมายในชีวิตมากน้อยเพียงใด เพราะกิจกรรมการเรียนการสอนจะเน้นหนักไปทางวิชาการมากกว่า
เมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว กรมวิชาการพยายามจะทำหลักสูตรที่เป็นมาตรฐาน เป็นรายวิชา แล้วก็รายชั้นปี ตอนนั้นผมไปช่วยอยู่ 2 ปี สุดท้ายไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร แต่อย่างไรก็ตามเราสามารถจะสอนเด็กให้มีความสามารถในการจูงใจตนเองและตั้งเป้าหมายได้ คนจะจูงใจตัวเองได้ต้องมีเป้าหมาย มีกระบวนการ และมีการประเมินตนเอง ถามว่าทำได้อย่างไร จริงๆ แล้วตัวนี้แฝงอยู่แล้วในการเรียน เช่น หนูต้องส่งการบ้านพรุ่งนี้นะ มันมีเป้าอยู่แล้ว แต่เป็นจากภายนอก ถามว่าทำอย่างไรถึงจะเกิดจากปัจจัยภายในได้ล่ะ ผมคิดว่าจะต้องเกิดจากการเรียนการสอนที่ให้อิสระแก่เด็กในการวางแผน ตรงนี้ผมมองว่าตัวการปฏิรูประบบการเรียนการสอนคงจะช่วยได้ ผมพบว่าในโรงเรียนหลายแห่งขณะนี้สามารถสอนให้เด็กรู้จักตั้งเป้าหมายในชีวิตมากขึ้น เด็กรู้จักรับผิดชอบภารกิจส่วนตัว แล้วช่วยทำงานบ้านได้ ซึ่งตรงนี้ผมมองว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก
ในเด็กที่มีปัญหา การบ้านอันหนึ่งที่ผมมักจะให้ก็คือให้ช่วยทำงานบ้าน เช่น ล้างชาม เช็ดบันได เราพบว่ากิจกรรมเหล่านี้จะช่วยฝึกนิสัยในการรับผิดชอบ มีเด็กอยู่คนหนึ่งทะเลาะกับแม่เป็นประจำเลย แม่เขามาหาผม เล่าให้ฟังว่าเวลาบอกให้ลูกล้างชามทีไรต้องทะเลาะกันทุกทีเลย คราวนี้เราให้บอกใหม่ ให้ล้างด้วยกัน กิจกรรมบางอย่างต้องทำร่วมกัน พอเห็นแม่ทำลูกก็มาช่วยล้าง แม่ถามว่าทำไมลูกถึงมาล้าง ก็วันนี้แม่ไม่บ่นหนูนี่คะ แม่ถึงเข้าใจ อันนี้เป็นลักษณะการสอนที่เป็นธรรมชาติ พ่อแม่ก็สอนได้ ครูก็สอนได้ และไม่จำเป็นว่าจะต้องอยู่ในตำราเท่านั้น แต่มักจะอยู่ในกิจกรรมที่เด็กต้องรับผิดชอบ
การปลูกถั่วเป็นหลักสูตรหนึ่งซึ่ง ดร.สเตนเบิร์ก ใช้ในการสอนเด็กให้รู้จักอดทน เด็กจะต้องปลูกถั่วแล้วคอยสังเกตว่าต้นถั่วโตขึ้นวันละกี่เซ็นติเมตร แต่ของเราถ้าสมัยก่อนมันไปสุดตรงไหน สุดตรงให้คะแนน เมื่อปลูกใส่กระป๋องแล้วมาดูว่าจะให้คะแนนเท่าไร แต่ของสเตนเบิร์กเขาให้เด็กติดตามผลตลอด เป้าหมายเล็กคือการวัดขนาดการเติบโตของถั่ว คือ หนึ่ง มันงอก สอง มันโต สาม มันอาจจะมีใบอ่อน มีแขนง ส่วนเป้าหมายใหญ่นั้นคือเมล็ดถั่ว เปรียบเทียบกับการอ่านหนังสือ ผมเชื่อว่าไม่มีเด็กคนไหนที่ได้รับการสอนให้รู้จักวางแผนการอ่าน ถ้าเด็กได้รับการสอนว่าเขาควรจะวางแผนอย่างไร เช่น แต่ละวันอ่านกี่หน้า แล้วก็รู้จักวางแผนในตารางสอน ผมคิดว่านี่คือการสอนที่เป็นธรรมชาติ เด็กจะไม่รู้สึกเหมือนถูกยัดเยียด การไปสอนตรงๆ ให้เขาต้องรับผิดชอบในงานชิ้นนั้นชิ้นนี้เป็นสิ่งที่ยาก แล้วงานบางอย่าง เช่น การทำเวร ไม่มีเด็กคนไหนอยากทำ เพราะเด็กมองว่าไม่สนุก ทำยังไงให้มันสนุกล่ะ นั่นคือคำถามที่เราต้องมีความคิดสร้างสรรค์ เรามีวิธีการไหม ไม่ว่าจะเป็นการทำความสะอาดโดยใช้อุปกรณ์อื่น หรือการแข่งกันทำความสะอาด คิดอะไรต่างๆ ได้อีกมากมาย

หมายความว่าบรรยากาศของห้องเรียนจะต้องสร้างสรรค์และสนุกสนาน การบ่มเพาะลักษณะนิสัยที่ดีงามจึงจะเกิดขึ้นได้
คุณกำลังจะบอกว่าเป็นไปได้ยากใช่ไหม

ที่ผ่านมาเป็นเช่นนั้น แต่ขณะนี้กระทรวงศึกษาฯ มีนโยบายใหม่ให้เด็กลดจำนวนชั่วโมงเรียนลง แล้วไปทำกิจกรรมอย่างอื่นแทน โดยหวังว่าจะช่วยลดความเครียดของเด็กลงด้วย คุณหมอคิดว่า ปัญหาด้านการศึกษาของเราอยู่ที่ตัวกระบวนการเรียนการสอนหรือจำนวนชั่วโมงเรียน
ผมว่าคนส่วนใหญ่มีคำตอบแล้วนะ แต่ว่าคำตอบเรื่องนี้ไม่ได้มีคำตอบที่ถูกเพียงอย่างเดียว เวลาเรียนเป็นส่วนหนึ่ง แต่เราต้องเข้าใจว่าเวลาเรียนไม่ได้เกิดเฉพาะในโรงเรียน แล้วแน่นอนว่า ถ้าโรงเรียนเลิกเที่ยง พ่อแม่ยุ่งเลย ต้องหาที่เรียนพิเศษให้ลูก เพราะว่าพ่อแม่จะมารับได้ตอน 5 โมงเย็น เป็นไปไม่ได้ที่จะปล่อยให้เด็กอยู่เฉยๆ ตั้งครึ่งค่อนวัน เพราะระบบมันไม่รองรับ ดังนั้นผมมองว่า การแก้ปัญหาโดยดูจากเรื่องนี้อย่างเดียวคงไม่ค่อยถูกนัก และสิ่งที่น่าจะทำให้ดีมากกว่านั้นคือในเรื่องของการเรียนการสอนตามแนวทางที่ผมพูดก่อนหน้านี้ โดยที่เวลาเรียนนั้นอาจจะไม่ได้ลดลงไป จริงๆ แล้วผมสังเกตดูว่าเด็กเล็กๆ มักจะสนุกในการเรียน แล้วจะค่อยๆ เบื่อเมื่อโตขึ้นเรื่อยๆ เคยมีงานวิจัยพบว่า คนเบื่อโรงเรียนจะมีมากขึ้นเมื่อเข้าสู่โรงเรียนมัธยม แล้วโรคเบื่อนี้เมื่อจบมหาวิทยาลัยจะเป็นมากที่สุด คือจะเบื่องานแทน แล้วพาลไม่อยากพัฒนาตัวเอง เพราะฉะนั้น การจัดกระบวนการเรียนการสอนให้สนุกสนานผมว่าจะช่วยได้ และผมมองว่าขณะนี้หลายๆ อย่างดีขึ้น เช่น การใช้คะแนนในการเรียนทั้งปีเป็นเกณฑ์การประเมิน หรือการให้น้ำหนักของการสอบเอนทรานซ์น้อยลง แต่ทั้งนี้ก็อาจจะมีเรื่องบางเรื่องที่ทำให้สะดุดไปบ้าง แต่โดยรวมผมว่ามีแนวโน้มที่ดี

จากประสบการณ์ของคุณหมอ ปัญหาจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมบ้างไหม ปัญหาหลักๆ มีอะไรบ้างตอนนี้
เปลี่ยนแน่นอน สอดคล้องกับในต่างประเทศ ปัญหาของเด็กเมื่อก่อนคืออะไรล่ะ พูดคำหยาบ โดดเรียน แกล้งเพื่อน กินขนมในชั้นเรียน คุยกัน แต่ปัจจุบันเป็นอะไร ก็รุนแรงมากขึ้น เล่นเกม พนันบอล สูบบุหรี่ ใช้ยาเสพติด กินเหล้า ตรงนี้เหมือนกันหมด
แต่ทั้งนี้แล้วแต่ประเภทของโรงเรียนด้วย ยกตัวอย่างเช่น โรงเรียนนานาชาติ ถ้าเป็นปัญหายาเสพติดก็ต้องระดับสูงหน่อย เช่น โคเคน ถ้าเป็นโรงเรียนระดับล่างมากๆ เลยก็อาจจะเป็นทินเนอร์ซึ่งราคาถูกมาก ส่วนเด็กอาชีวะจะกินเหล้า ไม่ค่อยชอบใช้ยาบ้าเท่าไร แต่ถ้าเราดูภาพรวมที่พบเจอมากอาจจะแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือปัญหาทางอารมณ์และจิตใจโดยตรง เช่น อารมณ์เศร้า ฆ่าตัวตาย ความเครียดวิตกกังวล อีกกลุ่มหนึ่งจะเป็นเรื่องของปัญหาเชิงพฤติกรรม ซึ่งสองสิ่งนี้บางทีก็สอดคล้องกัน เช่น ยกพวกตีกัน มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย อาชญากรรม ลักเล็กขโมยน้อย
สำหรับปัญหาทางอารมณ์และความเครียด จริงๆ แล้วเป็นปัญหาที่เป็นพื้นฐานในทุกระดับ แต่จะชัดเจนมากในโรงเรียนที่เด็กอาจจะไม่มีพฤติกรรมรุนแรงให้เห็นชัด เชื่อไหมครับว่าเด็กอาชีวะนั้นจะมีพื้นฐานอารมณ์เศร้าอยู่มาก แต่แสดงออกมาในแง่ความรุนแรง มีโรงเรียนอาชีวะแห่งหนึ่ง ผมเคยไปประชุมกับเขา ผู้อำนวยการท้าผมว่าถ้าคุณหมอไปถามเด็กในโรงเรียนผมว่าเขาอยู่กับคุณพ่อคุณแม่หรือเปล่า แล้วเจอใครที่อยู่กับคุณพ่อคุณแม่ให้มาต่อว่าผมได้ คือครอบครัวมีปัญหาทั้งนั้น เพราะฉะนั้นลักษณะเช่นนี้มักนำไปสู่ปัญหาอื่นๆตามมา คือเด็กอยู่ในภาวะซึมเศร้าอ่อนๆ ไม่มีความสุข ก็ต้องหาความสุข ความสุขที่รวดเร็วก็คือยาเสพติด เพศสัมพันธ์ แข่งรถ สองตัวนี้จึงไปด้วยกัน
แต่ถ้าเราดูโรงเรียนระดับมัธยม มักจะเป็นปัญหาทางด้านจิตใจ วัยรุ่นส่วนใหญ่จะมีภาวะอารมณ์ที่เป็นปัญหาประมาณ 70 % อีก 30% ไม่มี ใน 60-70 % ของเด็กที่มีปัญหา เขาอาจจะแสดงออกในแบบที่แตกต่างกัน อย่างเมื่อไม่กี่วันมานี้ อาจารย์แนะแนวมหาวิทยาลัยท่านหนึ่งโทรมาหาผมว่า คุณหมอทำไงดี ลูกศิษย์หนูกำลังจะฆ่าตัวตาย คือเขามีแฟนอยู่กินด้วยกันแล้วทางบ้านไม่รู้ รู้สึกอึดอัดมาก ไม่รู้จะปรึกษาใคร ผมให้คำแนะนำอาจารย์ท่านนี้ว่า ถึงแม้เด็กจะไม่อยากให้บอกพ่อแม่ แต่เราต้องบอกเด็กว่าอาจจะจำเป็นแล้ว ส่วนอาจารย์นั้นจะช่วยไกล่เกลี่ยให้ ปัญหานี้เป็นปัญหาเรื่องของทางอารมณ์จิตใจ แล้วแสดงออกมาในลักษณะที่แตกต่างกัน
ถ้าเป็นเด็กระดับที่ต่ำลงกว่านั้น เช่น ประถม อาจจะเป็นเรื่องของความเครียด หรือมีโรคทางกายบางอย่าง เช่น ปวดหัว นอนไม่หลับ หรือเป็นไมเกรน เดี๋ยวนี้เราพบคนเป็นไมเกรนอายุน้อยลงเรื่อยๆ เด็กประถมเป็นไมเกรนสมัยก่อนผมไม่เคยเจอเลยนะ เดี๋ยวนี้เจอบ่อย เกิดขึ้นจากความเครียดของเขา สาเหตุมีหลายปัจจัย แต่ความเครียดจากการเรียนเป็นสาเหตุหลักอันหนึ่ง การเดินทาง การแข่งขันก็เป็นปัจจัยสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะในโรงเรียนที่แข่งกันกันมากๆ

อย่างปัญหายาเสพติดในโรงเรียนที่เคยมีอยู่มาก คุณหมอคิดว่าขณะนี้ลดลงบ้างไหม
ลดลงแน่ เพราะว่าแหล่งขายน้อยลงมาก สมัยก่อนเรายอมรับเลยว่าข้างๆ โรงเรียนนั่นล่ะขาย บางแห่งก็ตั้งแผงหน้าโรงเรียนเลย ครูทำอะไรไม่ได้ เพราะว่าอิทธิพลมืดมันเยอะ หรือบางทีพ่อแม่ส่งลูกมาเข้าเรียนเพื่อให้ลูกขายยาในโรงเรียน เจอบ่อยครับ หรือหนักเข้าก็ครูขายเอง

เมื่อปัญหานี้ลด จะมีปัญหาใหม่อื่นๆ ตามมาหรือเปล่า
สมัยก่อนเราเคยสำรวจกันว่าประมาณ 5 % ของเด็กในโรงเรียนใช้ยาเสพติด แต่ตอนนี้น่าจะน้อยกว่า 1 % เราต้องเข้าใจว่าเด็กส่วนใหญ่ที่ใช้ยาเสพติดนั้นมาจากเพื่อนชักชวน เด็กกลุ่มนี้ถ้าเลิกใช้ยาก็ไม่มีปัญหา แต่ยังมีเด็กอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งผมเชื่อว่าเป็นส่วนน้อย เป็นพวกที่มีปัญหาจริงๆ เด็กเหล่านี้อาจจะเปลี่ยนรูปแบบของปัญหา เช่น ใช้ยาเสพติดตัวอื่นแทน ใช้เหล้า หรือว่าโดดเรียนเหมือนเดิม อันนี้เป็นเด็กมัธยม แต่ถ้าเป็นเด็กอาชีวะก็จะเป็นหัวโจกหรือนิยมความรุนแรง ถ้าเป็นผู้หญิงก็อาจจะขายตัว มันเป็นช่องทางของเขา พวกนี้เป็นเด็กกลุ่มเสี่ยงซึ่งมีอยู่จำนวนหนึ่ง คนเราทั่วไปมีโอกาสที่จะเสพติดอะไรสักอย่างในชีวิตประมาณ 5 % ซึ่งอาจจะติดทีวี ติดเหล้า หรือติดอะไรก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นอย่างไรก็ต้องมี แต่สิ่งที่เราจะใช้คือให้เขาติดอย่างอื่นแทน เช่น กีฬา แต่ไม่ใช่ไปติดพนันบอลนะ

พูดกันมากในเรื่องการพนันบอลในระดับนักเรียน ปัญหานี้จะแก้ไขอย่างไรดี
ผมมองว่ามาตรการแก้ปัญหาเรื่องบอลเราไม่ควรจะห้ามเด็ก แต่เราต้องมีช่องทางที่จะทำให้เด็กเขาสนุก คือการพนันเป็นความสนุกอย่างหนึ่ง เราหาความสนุกอย่างอื่นไปทดแทนให้เขาได้ไหม เช่น การแข่งบอล หรือจัดกิจกรรมเสริมอื่นๆ แล้วดูว่าจะช่วยลดปัญหาของการเล่นพนันบอลได้ไหม เด็ก 100 คนที่เล่นพนันบอลอาจจะมีเพียง 20-30 % ที่เป็นนักพนัน นอกนั้นอาจแค่ต้องการความสนุกสนานชั่วครู่ชั่วยาม เด็กกลุ่มนี้เราต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่เขา ข้อมูลที่ถูกต้องไม่ใช่แค่ว่าพนันบอลไม่ดี แต่ต้องชี้ให้เด็กเห็นทั้งข้อดีและข้อเสียด้วย
การแก้ปัญหาทั้งระยะสั้น ระยะยาว ครูจะต้องมีระบบติดตามซึ่งเรียกว่าการคัดกรองว่าเด็กคนไหนมีโอกาสเสี่ยง สังเกตได้ว่าเด็กที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็คือนั่งหลับในชั้นเรียน แสดงว่าเมื่อคืนดูทีวีดึก หรือถ้าเสี่ยงแบบไม่มากก็คืออาจจะดูว่าเด็กมีปัญหาอื่นด้วยไหม เช่น พ่อแม่แยกทางกัน พวกนี้เป็นกลุ่มเสี่ยงคุณครูน่าจะดูแลเป็นพิเศษ ธรรมชาติของคนที่มีปัญหาแบบนี้ ถ้ามีใครสักคนเป็นคู่ใจเขา เขาจะมีพฤติกรรมดีขึ้น อย่างในการบำบัดยาเสพติดเชื่อไหมครับว่า วิธีการบำบัดไม่สำคัญเท่ากับความสัมพันธ์ระหว่างคนไข้กับผู้บำบัด เราเคยวิจัยพบว่า โรงพยาบาลที่ความรู้ดีๆ บางแห่งรักษาคนไข้ไม่หายนะครับ แต่โรงพยาบาลต่างจังหวัดไกลๆ คนไข้กลับมีอาการดีขึ้น เพราะบุคลากรในโรงพยาบาลมีความเข้าอกเข้าใจคนไข้ และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เพราะฉะนั้น สัมพันธภาพถือว่ามีความสำคัญมาก

ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนก็น่าจะอยู่ในข่ายทำนองนี้ คือสามารถเป็นพี่เลี้ยง และให้คำปรึกษาในด้านต่างๆ ด้วย
มีคำพูดอยู่อย่างหนึ่งคือ 'การยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข' ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะเลวมาจากไหนก็ตาม หรือตอนนี้เขายังไม่พร้อมจะเปลี่ยนตัวเอง ก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้มาปรึกษาครูบ้างก็แล้วกัน เช่น เมื่อครูรู้ทั้งรู้ว่าเด็กค้าประเวณี ก็ไม่ควรจะใช้เรื่องนี้เป็นตัวตัดสัมพันธภาพ คือถ้าเธอยังทำอย่างนี้อยู่ เธอไม่ต้องมาคุยกับฉัน การสื่อสารอย่างนี้ผิด ที่ควรจะต้องทำคือ การสื่อว่าครูไม่อยากให้เธอทำอย่างนั้น แต่ถ้าเธอมีปัญหาอะไร ก็มาปรึกษาครูได้ ครูยินดี ถ้าทำอย่างนี้ได้ ระยะยาวเด็กคนนั้นจะมีสัมพันธภาพที่ดีกับครูแล้วจะเลิกได้ เราพบกรณีศึกษาหลายรายแล้วที่เป็นแบบนี้

แต่ในความเป็นจริงเด็กนักเรียนแต่ละห้องนั้นมีมากถึง 40-50 คน คุณหมอมีวิธีที่จะช่วยให้คุณครูเข้าถึงจิตใจเด็กแต่ละคน ตลอดจนปัญหาของเด็ก แล้วสามารถช่วยชี้แนะแก้ไขให้ดีขึ้นได้อย่างไร
เราต้องแบ่งเด็กออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มทั่วไปกับกลุ่มเสี่ยง กลุ่มทั่วไปจะเป็นไปตามอายุ เช่น อายุน้อยๆ เด็กวัยอนุบาล ต้องการพึ่งตัวเอง กลัดกระดุมเอง เดินไปหยิบของเอง เด็กประถมโตขึ้นมาหน่อยต้องการริเริ่มสร้างสรรค์ทำอะไรแปลกๆ เด็กโตกว่านั้นต้องการการยอมรับทางสังคม ถ้าเราเข้าใจอย่างนี้ เราจะสามารถจัดกิจกรรมให้เขาได้ เช่น เด็กประถมต้องเน้นเรื่องความคิดสร้างสรรค์ เด็กโตขึ้นมาเน้นในเรื่องของกิจกรรมกลุ่ม หรือว่าวิธีการสื่อสารระหว่างเพื่อนเพศเดียวกันหรือเพื่อนต่างเพศ
แต่กับเด็กกลุ่มเสี่ยงนี่อาจจะแตกต่างกันบ้าง คือคุณครูต้องรู้ว่าเด็กคนไหนเป็นเด็กกลุ่มเสี่ยง กลุ่มเสี่ยงก็เช่น พ่อแม่อาจจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน ยากจน มีโรคทางกาย อาจจะรวมถึงบางคนที่บ้านอยู่ไกล เดินทางลำบาก เด็กเหล่านี้ครูอาจจะต้องคุยกับเขาใกล้ชิดมากขึ้น ถ้าเรามองอย่างนี้เราจะเข้าใจว่า เราไม่ต้องรู้จักทุกคนหรอก และที่บอกว่าต้องไปเยี่ยมบ้าน ก็ไม่ต้องไปเยี่ยมทุกคน เด็กกลุ่มที่ดีๆ อยู่แล้วก็ให้นานๆ ทีไปเยี่ยมหนหนึ่ง แต่เด็กที่มีปัญหาอาจจะไปบ่อยหน่อยก็ได้ แล้วก็จัดเส้นทางไป วันหนึ่งไม่ใช่ไปได้แค่รายเดียว ไม่อย่างนั้นก็เดือนหนึ่งจะไปได้สักกี่คน แล้วระบบอันหนึ่งที่เราใช้ในเด็กโตก็คือเพื่อนช่วยเพื่อน คือเพื่อนถ้ามีศักยภาพ รับฟังคนอื่นได้ รักษาความลับเป็น เอามาช่วยกัน อาจจะต้องอยู่ในระดับมัธยมขึ้นไป เด็กเหล่านี้จะช่วยอาจารย์ทั้งในแง่ของการสื่อข้อมูลแล้วดูว่าใครมีความเสี่ยง แล้วก็จะแนะนำให้ไปหาอาจารย์หรือว่าแจ้งอาจารย์ให้ทราบ เช่น อยู่ๆ เพื่อนหายไปเป็นสัปดาห์ อันนี้ก็คือระบบเพื่อนช่วยเพื่อนนั่นเอง

การที่ครูจะปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวให้ได้ดี จะต้องมีเครื่องมือหรือกลไกใดเข้าไปช่วยเหลือครูบ้าง
ที่จริงแล้วกรมสุขภาพจิตเคยร่วมกับกรมสามัญศึกษาทำระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ซึ่งเป็นชุดความรู้ในเรื่องสุขภาพจิตและการดูแลเด็กที่มีปัญหา รวมทั้งมีเครื่องมือและแบบประเมินซึ่งใช้ในการคัดกรองเด็กที่มีปัญหา หากผู้บริหาร ครูแนะแนว หรือครูประจำชั้นสนใจก็สามารถติดต่อขอรับเทคโนโลยีตัวนี้ได้ รวมทั้งอาจลองศึกษาดูจากหลายๆ โรงเรียนซึ่งทำได้ดี ทั้งหมดนี้แน่นอนว่าครูต้องสนใจและผู้บริหารก็ต้องสนับสนุนจึงจะเกิดผล
(ปรับปรุงข้อมูล 19/10/47)






 
  ผู้แต่ง: drterd - deatkong@drterd.com - 19/10/2004

© 2004-2009 คลินิก สุขภาพใจ http://www.drterd.com
เลขที่ 20/22 ปากซอยลาดกระบัง 8 ถนนอ่อนนุช ลาดกระบัง กทม.โทร. 0 27278684

Contact Webmaster