เรื่อง : EQ ทฤษฎีสู่การปฏิบัติ

EQ ทฤษฎีสู่การปฏิบัติ



EQ.คือความฉลาดทางอารมณ์นั้นใด้แก่การมองโลกด้านบวก การรู้จักตนเอง การเข้าใจเห็นใจผู้อื่น แต่การรู้ว่าความฉลาดทางอารมณ์มีความสำคัญและเป็นปัจจัยไปสู่ความสำเร็จในชีวิต จะสามารถทำให้คนเราพัฒนานิสัยไปสู่ความเป็นผู้ที่มีทักษะทางอารมณ์หรือไม่ เรื่องนี้ต้องตอบว่าอาจเป็นไปได้ยาก แน่นอนว่าอาจมีคนบางกลุ่มที่มีความสุกงอมทางสติปัญญา เมื่อมาอ่านหรือทำความเข้าใจกับทักษะความฉลาดทางอารมณ์ก็พอจะเข้าใจ รู้ และแปรไปสู่การปฏิบัติ ตลอดจนสามารถนำไปใช้จนบังเกิดผล

เหมือนกับการฟังธรรมะ บางคนอาจฟังแล้วเข้าใจ ศรัทธา เลื่อมใส หันมาฝึกฝนตนเอง เป็นการหลุดพ้น แต่คนส่วนใหญ่มิใช่เป็นอย่างนั้น พวกเขาต้องการการฝึกฝนอย่างค่อยเป็นค่อยไป

อีคิวเป็นเรื่องราวของนิสัย จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะฟังการบรรยายหรืออ่านหนังสือและ
ทำให้คนเราเปลี่ยนแปลงนิสัย นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้การฝึกอีคิวมักใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 เดือนขึ้นไป
บางหลักสูตรอาจใช้ระยะเวลาถึง 3 เดือน ทั้งนี้ก็เพราะจุดหลักคือ ต้องทำให้เกิดการนำไปใช้ เมื่อใช้แล้วจึงจะเห็นผลดี ครั้นพอเห็นผลดีเกิดขึ้น ก็จะส่งผลให้เกิดการกระทำซ้ำ ๆ จนเป็นนิสัยใหม่ได้

คนที่เคยเจอกับการเอารัดเอาเปรียบ หรือคนที่ไม่เอื้อเฟื้อ อาจเป็นความหมายว่าคน
ทุกคนจะเป็นเช่นนี้ และเป็นสิ่งที่ขัดขวางต่อการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ ๆ หรือแม้แต่การแก้ไขความ
ขัดแย้งที่เกิดขึ้น กรณีเช่นนี้การนำเอาทักษะของการมองโลกในด้านดีมาใช้ อาจเป็นสิ่งที่ขัดต่อนิสัย
และโลกทัศน์ดั้งเดิม จวบจนเมื่อได้ทดลองใช้จริง ๆ นั่นเอง จึงเกิดความเข้าใจว่าทำไมการมองโลก
ด้านบวกจึงทำให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้น

เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลคนหนึ่ง มีงานประจำเยอะมาก ต้องดูแลผู้ป่วยนับสิบคนในแต่ละเวร จนเกิดอาการเบื่อหน่าย หงุดหงิดที่ผู้ป่วยและญาติเรียกร้องในสิ่งต่าง ๆ ช่วงที่ผมไปทำการฝึกทักษะความฉลาดทางอารมณ์ในโรงพยาบาลแห่งนี้นั้น ก็เป็นช่วงหน้าร้อน และในหอผู้ป่วยนั้นเล่าแอร์
ก็เสียซะอีก เลยยิ่งไปกันใหญ่

ผมให้การบ้านคือการหาข้อดีและความสำเร็จของตนเองที่ทำได้ในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นการแทงน้ำเกลือได้ การช่วยเหลือผู้ป่วยที่ช็อค ฯลฯ ซึ่งแต่เดิมเธอไม่เคยประเมินว่ามันเป็นสิ่งที่ดี หรือเป็นความสำเร็จแต่อย่างใด กับผู้ป่วยและญาติเธอก็ต้องมองด้านบวกของเขาเพื่อเธอจะได้ดูแลได้อย่างสบายใจมากขึ้น

1 สัปดาห์ผ่านไป เธอบอกว่าเดี๋ยวนี้เธอมีความสุขกว่าแต่ก่อนมาก

“แล้วที่คุณเคยบอกว่าเสีย มันซ่อมได้แล้วหรือ” สมาชิกคนหนึ่งถาม

“เปล่า” เธอตอบ

“ถ้าอย่างนั้นงานที่เต็มมืออยู่ทุกวันมันลงลงไปใช่ไหม”

“เปล่าเลย”

งานไม่ได้เปลี่ยนไปเลย แต่คนต่างหากที่เปลี่ยน ที่สำคัญเธอรู้ไหมว่า การทำงานด้วยความสุขนั้นเป็นเช่นไร นอกจากนี้ก็ยังมีประเด็นที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือมีญาติของผู้ป่วย
รายหนึ่งเกิดประทับใจในความขยันขันแข็ง ไม่ย่อท้อของเธอ เนื่องจากเกินเวลาพักกินอาหารเที่ยงมาแล้ว แต่ก็ยังต้องทำงานอยู่ คุณป้าเลยกวักมือเรียกเข้ามาหาพร้อมกับยื่นเงินให้ 100 บาท

“ป้าให้หนูเอาไปซื้อข้าวกินนะจ๊ะ”

ป้าคนนี้เห็นใจพยาบาลและเจ้าหน้าที่ที่ทำงานหนัก ความเห็นใจเช่นนี้ก็เป็นทักษะหนึ่งของอีคิวด้วยเช่นกัน นั่นก็หมายความว่า เมื่อคนในหน่วยงานคนหนึ่งมีอีคิวดีพอ ก็จะส่งผลให้คนอื่น ๆ รอบข้างนั้นมีอีคิวสูงขึ้นตามไปด้วย

ประสบการณ์ที่เธอเปลี่ยนมุมมอง (หรือนิสัย) ของการทำงาน ได้รับการตอบสนอง
ด้านบวกคือเธอมีความสุข แถมยังได้รับการใส่ใจตอบสนองจากคนรอบข้าง ทั้งสองสิ่งนี้เองทำให้เธออยากจะปฏิบัติตามแนวทางของทักษะความฉลาดทางอารมณ์นี่เอง

หัวหน้าแผนกคนหนึ่ง เธอเป็นคนยิ้มยาก และจริงจังกับงานมาก เจอหน้าลูกน้องเป็นต้องไถ่ถามเรื่องงาน ติดตามงานที่คั่งค้าง หนักเข้าก็เลยทำให้ใครต่อใครไม่ค่อยอยากเจอเธอ เพราะเจอแล้วต้องถูกติดตามสอบถามเรื่องงานอยู่ทุกที

นายนี้มีบทสรุป (assumption) ในใจของตนเองว่าลูกน้องขาดความรับผิดชอบ ต้องคอยจี้และติดตามอยู่เสมอ

เราทดลองง่าย ๆ โดยการท้าทายต่อบทสรุปเดิมด้วยการให้การบ้านว่า เมื่อเจอลูกน้องห้ามตามงาน (แต่ให้ตามงานได้ตามกำหนดการปกติที่มีอยู่ในบันทึก) และให้ยิ้มรวมถึงคุยกับลูกน้องในเรื่องอื่น ๆ นอกเหนือจากงานที่รับผิดชอบบ้าง

ลูกน้องจะได้รับการมอบหมายให้บอก (feedback) ทุกวัน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้น นั่นคือการยิ้มและพูดคุยโดยไม่ติดตามงาน

รายนี้ใช้เวลาอยู่เกือบเดือนจึงจะสามารถเปลี่ยนอุปนิสัยดั้งเดิมไปสู่อุปนิสัยที่ยืดหยุ่นและเป็นบวกมากขึ้น

หัวหน้าแผนกรายนี้ ตอนหลังเธอเปลี่ยนไปเป็นคนที่ยิ้มแย้มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สิ่งสำคัญก็คือเธอมีคนที่คอยบอก (feedback) เมื่อเธอทำได้ อีกยังรู้สึกดี (เช่นหน้าตาดีขึ้น) จริง ๆ เมื่อเธอใช้นิสัยใหม่เช่นนี้ ประสบการณ์จึงเป็นตัวจักรสำคัญที่ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ใหม่ (relearning)
ขึ้นมา

จากประสบการณ์ดังกล่าวประกอบกับกรณีตัวอย่างมากมาย ทำให้กระบวนการในการฝึกอีคิวจำเป็นต้องมุ่งเน้นในหัวข้อดังต่อไปนี้

1. การหารูปแบบอุปนิสัยของเดิม เป็นรูปแบบ (Pettern) ที่ทำให้เกิดปัญหาหรือ
ขาดความสุข เช่น ขี้หงุดหงิด มองโลกในแง่ร้าย ขาดความอดทน ฯลฯ

2. การให้การบ้านเพื่อทดลองปฏิบัติตามนิสัยใหม่ ซึ่งเป็นนิสัยที่อิงกับทักษะความฉลาดทางอารมณ์ การที่ผู้ฝึกคิดว่าเป็นการทดลองจะทำให้รู้สึกว่าไปบีบคั้น หรือเป็นการเสียหน้าหากจะทำอะไรที่ไม่ใช่นิสัยดั้งเดิม

3. การทำซ้ำ ๆ กันจนเกิดผลดี ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นต่อการแสดงนิสัยใหม่ออกมาอีกในเวลาต่อ ๆ ไป แน่นอนคนจะมองโลกในด้านดีได้ต้องได้รับประโยชน์จากการมองโลกแง่ดีแบบนี้

4. การบูรณาการของทักษะ เพราะการจะฝึกอีคิวเพียงตัวใดตัวหนึ่งอย่างเดียว เป็นสิ่งที่ยากและมีโอกาสล้มเหลวสูง จึงจำเป็นต้องฝึกควบคู่ไปกับทักษะอื่น ๆ ตามความจำเป็น ผลลัพธ์ที่ดีจึงจะเกิดขึ้นในเวลาที่ไม่นานนัก

ใครบ้างที่ควรฝึกอีคิว?

ก็คือคนทุกคนที่อยากจะพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพและความสุขในการใช้ชีวิตมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะไม่สามารถฝึกฝนอีคิวให้กับคนทุกคนได้ แต่คนอื่น ๆ ทุกคนก็ยังใช้ประโยชน์จากผู้ที่มีทักษะความฉลาดทางอารมณ์ ในแง่ของการเป็นแบบอย่างในการมีประสบการณ์ที่ดี ๆ ต่อกัน ซึ่งจะเหนี่ยวนำให้คนที่ไม่เคยสนใจจะฝึกฝนทักษะอีคิว ได้มีทักษะอีคิวที่สูงขึ้นตามไปด้วย


* * * * * * * * * * * * * * * *


 
  ผู้แต่ง: นพ. เทอดศักดิ์ เดชคง - detkong@health.moph.go.th - 2/9/2004

© 2004-2009 คลินิก สุขภาพใจ http://www.drterd.com
เลขที่ 20/22 ปากซอยลาดกระบัง 8 ถนนอ่อนนุช ลาดกระบัง กทม.โทร. 0 27278684

Contact Webmaster