เรื่อง : เก่งแต่เปราะบาง

เก่งเกินไปก็อาจเปราะบาง

ท่านที่ชื่นชอบการเลี้ยงปลาตู้อาจทราบว่าปลาทองที่สวยงามที่พวกเราชอบเลี้ยงกันอยู่นั้นได้รับการคัดเลือกสายพันธุ์มาเป็นอย่างดี จนได้พันธุ์ที่สวยงาม (เช่นพันธุ์รันชูซึ่งไม่มีครีบหลัง) แต่ก็มีจุดอ่อนที่ความอ่อนแออยู่ด้วยเหมือนกัน ขณะที่ปลาทองที่ไม่สวยมากนักอาจแข็งแรงทนทานกว่า
เมื่อไม่กี่สัปดาห์มานี้ผมได้พบกับคุณพ่อของเด็กมัธยมคนหนึ่งเขาเล่าว่าลูกชายนั้นเรียนเก่งและได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศแต่ก็ประสบปัญหาทำให้ต้องกลับเมืองไทยกลางคัน ตัวเด็กเองเขาเล่าให้ฟังว่าตนเองเป็นคนมีอุปนิสัยจริงจัง ตั้งใจสูงและมักคิดซับซ้อนทบทวนหลายครั้งกว่าจะตัดสินใจได้ จนทำให้เกิดความเครียดอยู่เสมอ และตอนที่ไปต่างประเทศนี้เองเขาต้องเรียนบางวิชาเพื่อปรับพื้นฐาน แต่ก็เครียดจนเรียนต่อไปไม่ไหว คำถามก็คือทำอย่างไรจึงจะสามารถกลับไปเรียนต่อจนจบได้
หนุ่มคนนี้ (สมมติว่าชื่อบีก็แล้วกัน) เป็นเด็กเรียนเก่งแต่ก็เครียดง่าย ซึ่งก็คงคล้าย ๆ กับเด็กเก่งอีกหลายคนที่มักเครียดง่ายและทำให้พ่อแม่ต้องเครียดตามไปด้วย บีมีนิสัยที่ชอบขบคิดอย่างครบถ้วน ทำอะไรก็ต้องจริงจังตั้งใจให้ได้ ผลลัพธ์ที่ตั้งใจไว้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นเรื่องที่ดีคือทำให้มีความก้าวหน้าเหนือกว่าคนอื่น ๆ แต่ในมุมกลับกันก็สร้างความเครียดอยู่มากทีเดียว
ผมได้แนะนำ บีไปหลายอย่างรวมทั้งการรู้จักตนเอง และปรับเปลี่ยนวิธีคิด ตัวอย่างเช่นการชอบตั้งเป้าหมายและทำให้ได้นั้นก็อาจจะปรับเปลี่ยนเป็นการตั้งเป้าหมายแบบ “กระบวนการ” บ้าง
แต่เดิมหากจะอ่านหนังสือก็ต้องตั้งเป้าหมายว่า “จำได้” “รู้เรื่อง” แต่หากวิชานั้นมันยากเกินหรือมีเวลาน้อย ก็อาจต้องตั้งเป้าหมายว่า อ่าน “20 หน้า” หรือ ตั้งเป้าที่จะอ่าน 2 ชั่วโมง” เป็นต้น
ทีแรกเขาก็ไม่ยอมอยู่เหมือนกัน คือ อ้างเหตุผลว่า อ่านหนังสือก็ต้องหวังว่าจดจำได้ถ้าหากคิดแค่อ่านให้จบแบบนี้จะได้เรื่องหรือ
ผมได้อธิบายว่าการคิดและตั้งเป้าหมายที่ผลลัพธ์ (คืออยู่รู้เรื่องหรือจำได้) นั้นดี แม้แต่ในสถานการณ์ที่เคร่งเครียด แบบนี้การใช้”อุบาย” เพื่อให้จิตใจสงบลง อาจทำให้จดจำเนื้อหาได้ดีกว่าอย่างไม่น่าเชื่อ
กรณีตัวอย่างของบีนั้นเป็นกรณีที่พบได้เสมอ ๆ และเป็นสิ่งที่อธิบายว่าทำไมเด็กเก่ง ๆ หลาย ๆ คนถึงเปราะบางต่อความล้มเหลว มากอย่างไม่น่าเชื่อ ที่จริงสิ่งที่ควรจะเพิ่มเติมไปในกรณีเช่นนี้ น่าเป็นความคิดยืดหยุ่นตามสถานการณ์และการมี “ทางเลือก” ให้กับตนเองซึ่งจะทำให้ไม่ “ยึดติด” กับโปรแกรมความคิดของตนมากเกินไปจนเกิดปัญหาได้
แน่นอนว่าวิธีการเช่นนี้จะทำให้ชีวิตมีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น แต่ก็ต้องระมัดระวังที่จะใช้มากจนเกินไปจนชีวิตขาดวินัย กลายเป็นเหยาะแหยะอะไรก็ได้
หากผมพบกับเด็กที่ขาดวินัยผมก็จะเสริมการตั้งเป้าหมาย และความมีระเบียบวินัย แต่หากพบกับผู้ที่มีระเบียบมากเกินไปก็ต้องลดลงเพื่อให้ชีวิตมีความสุขบ้าง
ทั้งหมดนี้อาจเรียกว่าเป็นศิลปะของการใช้ชีวิตนั่นเอง



 
  ผู้แต่ง: drterd - drterd - 29/5/2007

© 2004-2009 คลินิก สุขภาพใจ http://www.drterd.com
เลขที่ 20/22 ปากซอยลาดกระบัง 8 ถนนอ่อนนุช ลาดกระบัง กทม.โทร. 0 27278684

Contact Webmaster