เรื่อง : การสอบก็คือการสอบ


การสอบเป็นสิ่งที่เด็กนักเรียน และนักศึกษาทุกคนจำเป็นจะต้องเจอกันทั้งนั้น และก็คงมีน้อยรายที่ชอบการสอบ ส่วนที่เหลือที่เป็นส่วนใหญ่นั้นย่อมรู้สึกว่าการสอบเป็นความทุกข์อย่างหนึ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยงแต่ก็เพราะการสอบนี่เอง มีด้านบวกคือการสร้างแรงกดดัน แรงจูงใจในการพัฒนาความรู้ของเด็ก ๆ ทางที่ดีเราจึงควรเข้าสอบด้วยใจที่ไม่ทุกข์ร้อนจนเกินไปนักช่วงนี้ (กรกฎาคม) เป็นช่วงเวลาที่ นักศึกษาหลายคนพากันชั่งน้ำหนักว่าจะเรียนต่อไปหรือจะตัดสินใจ “พัก” (Drop)การเรียนในบางวิชา ไว้ชั่วคราว หากใครได้คะแนนการสอบในรอบแรกไม่ดีก็มีแนวโน้มว่าจะดรอปวิชาดังกล่าวไว้ก่อน แต่ก็มีอยู่บ่อย ๆ ที่ผลการสอบเก็บคะแนนออกมาดีพอสมควร แต่กลับไม่มั่นใจว่าจะเรียนต่อไปได้ ซึ่งคนกลุ่มนี้มักเป็นเด็กที่มีผลการเรียนใช้ได้แต่ออกจะขี่กังวลไปสักหน่อย
ปุ้มนักศึกษาปี 2 ก็เพิ่งมาปรึกษาผมด้วยปัญหาดังกล่าว เธอเครียดกับการสอบมากจนทนต่อไปไม่ไหว เธอบอกกับแม่ของเธอว่าจะพักการเรียน เพราะหากเรียนต่อไปแล้วสอบไม่ได้ก็ยิ่งทำให้แม่ของเธอสูญเสียเงินไป เรื่องนี้ทำให้พ่อแม่ของเธอกังวลใจมาก แม่ของเธอนั้นต้องคอยมาตามรับตามส่งด้วยกลัวว่าลูกจะอยู่คนเดียวแล้วเครียด และยิ่งเครียดหนักเมื่อลูกบ่นว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป
ปกติแล้วในระบบการดูแลนักเรียน นักศึกษานั้น ครูประจำชั้น หรือครูที่ปรึกษา ย่อมต้องคอยสอดส่องดูว่า เด็กของตนคนใดมีปัญหาในการปรับตัว ทั้งเรื่องการเรียน เรื่องครอบครัวและเรื่องส่วนตัวทั้งหลาย นักศึกษาที่มาบอกอาจารย์ว่าจะขอดรอป.การเรียนในวิชาใดวิชาหนึ่งจึงควรได้รับความใส่ใจ สอบถามสาเหตุ พร้อมทั้งแก้ไข มากกว่าจะเซ็นต์ชื่อไปเฉย ๆ
ในภาวะที่มีความเครียดสูงอาจทำให้ นักศึกษาต้องตกใจเมื่อพบว่าพวกเขาเรียนหนังสือไม่รู้เรื่องอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
เทคนิคที่ดีมากในการลดความวิตกกังวลก็คือการมุ่งไปที่กระบวนการมากกว่าผลลัพธ์ เช่น ตั้งใจอ่านหนังสือตามกำหนดเวลามากกว่าการตั้งเป้าหมายอยู่ที่.การจดจำเนื้อหาได้ทั้งหมด หลักการนี้คล้ายกับที่เรามักสอนคนที่ตกงานและกำลังหางานทำว่าพวกเขาต้องตั้งเป้าหมายไว้ที่การสมัครงาน(กี่แห่ง) มากกว่า การคิดว่าจะได้งานเมื่อไร
ผมได้ตรวจสอบประวัติการเรียนของปุ้มแล้ว ก็พบว่าเธอเป็นเด็กที่เรียนใช้ได้ทีเดียว เกรดเฉลี่ยแต่ละเทอม เกินกว่า 2.8 ตลอด ยิ่งทำให้มั่นใจว่าเธอน่าจะสอบผ่านเหมือนเดิม แต่ทำอย่างไรจึงจะลดความเครียดลงไปได้ ? เธอต้องเริ่มจากการตั้งเป้าหมายอยู่ที่”การสอบ”มากกว่า “สอบได้”
ผมแนะนำเธอว่าน่าจะลองสอบดู ผมบอกกับเธอว่า เธอมีหน้าที่ “สอบ” เท่านั้น เธอจึงต้องไม่ลังเล และเข้าสอบให้ได้ทุกครั้ง ความที่เธอเองไม่ค่อยจะได้ขาดเรียน จึงทำให้เธอผ่านการสอบผ่านในวันรุ่งขึ้นได้อย่างไม่ยากเย็น
ภายหลังจากวันที่เธอมาปรึกษาในครั้งแรกนานกว่า 2 สัปดาห์ เธอก็กลับมาเล่าให้ฟังว่า เธอดีขึ้นมาก และรู้สึกว่าเธอโชคดีที่ไม่ได้ ดรอปไปแม้แต่วิชาเดียว ไม่อย่างนั้นเธอคงต้องเสียเวลามาลงทะเบียนเรียนใหม่อีก เรื่องนี้เป็นบทเรียนสำหรับความกังวลจนเกินเหตุได้เป็นอย่างดี
ผมพบว่าปัจจัยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เธอผ่านพ้นเหตุการณ์มาได้นั้นก็คือเธอมีแม่ที่เข้าใจและห่วงใย รวมทั้งไม่ได้กดดันลูกของตน
แต่สำหรับเด็กซึ่งไม่ได้อยู่กับพ่อแม่แล้ว กรณีเช่นนี้ อาจารย์ที่ปรึกษาและอาจารย์แนะแนว ก็น่าจะมีบทบาทมากขึ้นในการรับรู้ปัญหาและหาทางช่วยกันแก้ไข นอกจากนี้การมีเพื่อนไว้ใจได้ คอยให้กำลังใจและช่วยเหลือก็ย่อมบรรเทาปัญหาไปได้มาก
บทสรุปของเรื่องนี้ อยู่ตรงที่ว่าเราจำเป็นต้อง ช่วยเหลือเด็กให้ทันท่วงทีก่อนที่ปัญหาอื่น ๆ จะตามมา อาการแสดงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความเครียดสูง ความก้าวร้าว การขาดเรียน ผลการเรียนตกลงไป ฯลฯ ย่อมเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสนใจ และแก้ไขสาเหตุโดยไม่ชักช้านั้นเอง


 
  ผู้แต่ง: นพ. เทอดศักดิ์ เดชคง - detkong@health.moph.go.th - 16/8/2004

© 2004-2009 คลินิก สุขภาพใจ http://www.drterd.com
เลขที่ 20/22 ปากซอยลาดกระบัง 8 ถนนอ่อนนุช ลาดกระบัง กทม.โทร. 0 27278684

Contact Webmaster