เรื่อง : คิดอย่างไรให้เป็นด้านบวก

คิดอย่างไรให้เป็นด้านบวก
นพ.เทอดศักดิ์ เดชคง

“เฮ้ยมองในแง่ดีบ้างซิ”
“เธอต้องหัดมองในแง่ดีนะ”
ฯลฯ
คำแนะนำว่าให้มองในแง่ดีนี้เป็นคำแนะนำที่ดีและหลายครั้งก็ทำให้คนเราฉุกใจคิดขึ้นมาได้ว่า สิ่งต่าง ๆ ล้วนมีแง่มุมทั้งดีร้ายให้เลือกคิดเลือกมอง แต่ที่ยากที่สุดก็คือการ “เลือก” มองนี้แหละ ด้วยเหตุนี้จึงมีคำถามว่าคนเรานั้นเมื่อเจอเรื่องร้าย เจอกับปัญหา เราจะมีวิธีการอะไรบ้างไหมที่ช่วยสร้างพลังใจด้วยการมองไหนแง่ดีเสียบ้าง
อะไรคือการมองโลกในแง่ดี ?
มาลองดูตัวอย่างต่อไปนี้ซิครับว่าเป็นการมองโลกในแง่ดีหรือไม่
กรณีที่ 1 เด็กเบิ้มเชื่อว่าตนเองสมองดีน่าจะสอบผ่านโดยไม่ต้องอ่านหนังสือ
มากนัก
2 คุณน้องเธอเป็นสาวอายุ 40 กว่าแล้วเธอมองในแง่ดีเรื่องแต่งงานนั้นไม่ต้องรีบเดี๋ยวก็มีคนมาสนใจเอง
3 อุดม มองว่าร่างกายตนเองไม่ค่อยแข็งแรง จึงเลิกกินเหล้าหันมาออกกำลังกายแทน
4 แอน ถูกหัวหน้าตำหนิแต่เธอคิดเสียว่าน่าจะเป็นโอกาสพัฒนาตนเอง

เราจะสังเกตว่ากรณีแรกคือเด็กชายเบิ้มนั้นเขามองในแง่ดีก็จริงแต่การมองแบบนั้นทำให้เขามีพฤติกรรมไม่ดี คือไม่ยอมเตรียมตัวสอบ การมองในแง่ดีของเขาจึงเป็นการมองโลกในแง่ดีแบบเกิดโทษ เพราะการกระทำที่ตามมานั้นไม่เหมาะสมนั้นเอง
กรณีของคุณน้อง นั้นต้องดูที่ผลลัพธ์จากการมองว่า “ตนยังสวยอยู่” เพราะหากทำให้จิตใจสบายไม่แห้งเหี่ยวก็คงเกิดประโยชน์ แต่หากทำให้คุณน้องเองไม่ใส่ใจไขว่คว้าหาโอกาสก็อาจทำให้สิ่งที่คาดหวังไว้ไม่เป็นไปตามความหวังได้
กรณีของอุดม นั้นแม้จะมองในแง่ลบว่าร่างกายไม่แข็งแรง แต่พฤติกรรมตามมากลับเป็นประโยชน์จึงจัดว่าเป็นการมองโลกในแง่ดี(ว่าร่างกายจะแข็งแรงขึ้นได้)แบบสร้างสรรค์
คุณแอน เธอถูกตำหนิแต่คิดในแง่ดีและเกิดพฤติกรรมการเรียนรู้เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างนี้ก็เป็นการมองโลกในแง่ดี แบบสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรมีเป็นอย่างยิ่งไม่ว่าจะมีใคร อายุขนาดไหน ทำงานอะไรเพราะสิ่งนี้ทำให้คนเราเกิดกำลังใจในการเอาชนะปัญหา ไม่งอมืองอเท้า โทษแต่ผู้อื่นหรือโชคชะตา แล้วหันมาเน้นที่ตนเองว่าทำอะไรได้บ้าง แก้ไขปัญหา

เราสามารถสรุปได้อย่างนี้ครับว่า การมองโลกในแง่ดีนั้น ต้องประกอบไปด้วย
1. เมื่อเราพบสถานการณ์ด้านลบ ซึ่งเสี่ยงไม่ได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมองโลกในแง่มุมที่เป็นด้านบวกที่ทำให้จิตใจแช่มชื่นขึ้นบ้าง
2. เมื่อมองด้านบวกแล้วก็ต้องมี “แอ็คชั่น” คือการกระทำด้านบวกตามมาด้วย จะทำให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม

วิธีมองปัญหาและอุปสรรคให้เป็นด้านบวก
ปัญหาอุปสรรคเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากเจอแต่ธรรมชาติของคนเราย่อมต้องเจออุปสรรคในการทำงานและในชีวิต การ“ตั้งสติ” คือทำใจให้สงบไม่ว้าวุ่นจนเกินไปเป็นสิ่งจำเป็น เพราะทำให้คนเราสามารถใช้สติปัญญา แก้ไขปัญหาของตนเองได้
วิธีการ “ตั้งสติ” ที่ว่านี้มีหลายวิธีไม่ว่าจะเป็นการทำใจยอมรับ การทำสมาธิวิปัสสนารวมทั้งการ มองหรือคิดในแง่ดี ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ได้ผล

มองโลกในแง่ลบบางครั้งก็เกิดประโยชน์
การมองโลกในแง่ลบ ส่วนใหญ่ทำให้เกิดความเครียด ความกังวลใจ และท้อแท้ อย่างไรก็ตามหากการมองในแง่ลบมีเป็นการมองเพิ่ม กระตุ้นเตือนในตนเอง แล้วตามมาด้วยพฤติกรรมอันเกิดประโยชน์ก็จะเป็นการมองโลกอย่างสร้างสรรค์ได้เช่นกัน เหมือนดังเด็กนักเรียนที่มองว่าตนเองความจำไม่ค่อยดีก็เลยอ่านหนังสือทวน 2 รวบเป็นต้น

เริ่มต้นอย่างไร ?
1. เริ่มจากการมองว่าปัญหาและอุปสรรคเป็นเรื่องธรรมดา
2. มองดูในแง่มุมด้านบวกของปัญหาและอุปสรรค อาจเป็นข้อดี ที่ช่อนอยู่ เช่น ฝนตกก็มองว่าทำให้อากาศเย็นสบาย (แม้ว่าทำให้รถติด ทว่าคุณก็ยังไม่ใช่เทวดาที่จะไปควบคุมการตกของฝนอยู่นั่นเอง)
3. ทำอะไรบางอย่างที่สร้างสรรค์และเกิดประโยชน์ นั่นก็คือ ภายหลังจากการมองด้านบวกแล้วก็ต้องทำอะไรบางอย่างบ้าง เช่น ถูกหัวหน้าตำหนิ คุณก็มองว่ามันมีประโยชน์ แล้วก็เลย Take action คือ ดูว่าเรื่องใดที่พลาดและจะป้องกันได้อย่างไรเป็นต้น




คุณอาจต้องมี “คาถา” ประจำใจ
ผมพบว่า การคิดในแง่ดี นั้นอาจต้องอาศัย สิ่งกระตุ้นเตือนให้ “ฉุกใจคิด” ในด้านบวกบ้าง เรื่องสิ่งกระตุ้นเตือนนี้ผมพบว่า คำพูดสั้น ๆ ที่ใช้เตือนใจนั้นมีประโยชน์ในการกระตุกใจให้ฉุกคิด
ผมชอบเรียกคำพูดวลีหรือประโยคเด็ดประจำใจนี้ว่า “คาถา”
ตัวอย่างเช่น ตัวผมเองนั้นชอบใช้”คาถา”เชิงคำถามที่ว่า “มีอะไรดีบ้างไหม” เพื่อกระตุ้นเตือนตนเองว่าทุกอย่างต้องมีข้อดีหากรู้จักมองให้เกิดประโยชน์
บางคนใช้วิธีการมองด้านบวกของคนที่ตำหนิเขา เช่น หัวหน้าปากร้าย แต่ก็มีความยุติธรรม
บางคนมองเห็นความดีของคนที่อยู่รอบตัว เช่น ภรรยาขี้บ่น ก็มองว่าเธอเป็นผู้มีพระคุณเพราะทำกับข้าวให้กิน
คาถาที่ดีจึงต้องสอดคล้องกับอุปนิสัย เช่น เดิมเป็นคนชอบมองอนาคตในแง่ร้าย ก็อาจใช้คาถาว่า “พรุ่งนี้จะต้องดีกว่าวันนี้” บางคนชอบมองคนในแง่ร้ายก็อาจใช้คาถาที่ว่า “เขามีข้อดี” แน่นอนว่าคาถาเหล่านี้เมื่อนำไปใช้บ่อย ๆ ก็จะเกิดความชำนาญ และ “เท่าทัน” ต่อความคิดด้านลบมากยิ่งขึ้น

เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้
การมองโลกด้านบวกเป็นสิ่งที่ฝึกฝนกันได้ แต่ก็ต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่
รอช้า ยิ่งทำยิ่งคิดก็ทำให้จิตใจผ่องใส เกิดสติปัญญาแก้ไขปัญหา อุปสรรคของตนเองได้ และแม้ยังไม่มีปัญหาอะไรก็จะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่จิตใจในการรับมือกับอุปสรรคในอนาคต

มนุษย์เราเลือกสิ่งที่พบเจอไม่ได้ทุกอย่าง
แต่มนุษย์เรามีอิสระภาพที่จะเลือกความรู้สึกว่าเป็นบวกหรือลบได้ทุกครั้ง
จิตแพทย์วิคเตอร์ แฟรงค์
อดีตเชลยในค่ายกักกันของนาซี


 
  ผู้แต่ง: drterd - drterd - 2/10/2006

© 2004-2009 คลินิก สุขภาพใจ http://www.drterd.com
เลขที่ 20/22 ปากซอยลาดกระบัง 8 ถนนอ่อนนุช ลาดกระบัง กทม.โทร. 0 27278684

Contact Webmaster