เรื่อง : ชวนลูกดูแดจังกึม(1)

ชวนลูกดูแดจังกึม


เย็นวันเสาร์ อาทิตย์เป็นช่วงเวลาสำคัญของหลาย ๆ ท่าน ซึ่งต้องรีบมานั่งเฝ้าจอทีวี เพื่อจะได้ดูละครเกาหลี “แดจังกึม จอมนางแห่งวังหลวง” ผมเองก็เช่นกันครับ เราก็เลยต้องวางแผนกินข้าวกันหน้าทีวีเสียเลย ที่สนใจนั้นก็มิใช่ดารา อย่าง ลียอง เอ หรือ อาหารเกาหลีหรอกแต่สนใจในข้อคิดที่ได้เห็นได้ฟังต่างหาก
ผมคิดว่าความโด่งดังของละครเรื่องนี้คงมิได้มาจาก ดาราหรืออาหารการกินเท่านั้น (แม้ว่าคงมีหลายคนสนใจในเรื่องดังกล่าว) แต่น่าจะมาจากการดำเนินเรื่องที่กระชับและเร็วไม่เยิ่นเย้ย แบบละครไทยเรา ประการสำคัญเรื่องของข้อคิดและคุณธรรมที่ปรากฏนั้นน่าสนใจมากและใช้เป็นแบบอย่างในการสอนเด็กได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสำนวนภาษา การแก้ปัญหา เรื่องคุณธรรมของตัวละคร ฯลฯ
ยกตัวอย่างเช่นคำพูดของชองซังกุงที่สอนฮันซังกุงที่ว่า “เมื่อใจเจ้าอ่อนแอ สายลมก็เป็นดังพายุ เนินเขาก็สูงดังภูเขา แต่หากจิตใจแข็งแกรง พายุก็เป็นเพียงสายลม ภูเขาก็เป็นเพียงเนินเขา” ผมต้องอธิบายให้ลูกฟังอยู่พักหนึ่งว่ามันเป็นอุปมาอุปมัย ว่าในการเผชิญอุปสรรคนั้น นอกจากการจะต้องมีความรู้แล้ว ยังต้องมีกำลังใจ ความมุ่งมั่น เพื่อที่จะได้อดทน ฟ่าฟันจนประสบความสำเร็จได้
พูดถึงความอดทนแล้ว น่าสังเกตว่า ละครหรือหนังเกาหลี หรือจีนจะเน้นประเด็นนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้วโดยดูได้จาก การแก้ปัญหาของตัวละครหลัก ๆ ที่มักต้องใช้ความพยายามและระยะเวลาการแก้ไขปัญหาจึงเกิดการเรียนรู้เพื่อเอาชนะอุปสรรค ขณะที่ละครไทยนั้นเน้นในเรื่องของ “โชคช่วย” หรือ “ความบังเอิญ” ค่อนข้างมาก ประมาณว่าถ้านางเอกตกทุกข์ได้ยากก็จะมีคนมาข่มแหงรังแก แต่ในที่สุดก็พบรักแท้กับคนสวนที่เป็นนายร้อยตำรวจเอกปลอมตัวมา
วิธีแก้ปัญหาแบบนี้ สอดคล้องกับวัฒนธรรมการเล่นหวยของคนไทยเช่นกัน คือต่างก็อยากจะถูกหวยใหญ่ ๆ สักงวดจะได้พ้นจากความยากลำบากเสียที แน่นอน ว่าSolution แบบนี้มีสิทธิเป็นจริงน้อยมาก การที่รัฐสนับสนุนหวยบนดินอาจจะช่วยสร้างความสุขได้บ้างแต่ก็จะสร้างค่านิยม”โชคช่วย” ทั้งที่จริงค่านิยมที่ควรมีนั้นคือความพยายามชนะอุปสรรคต่างหาก
ความพยายามเอาชนะความยากลำบาก และพบความสำเร็จยังคงเป็นสเน่ห์น่าประทับใจ ผมคิดว่าปัญหาของเด็กยุคใหม่ ที่สำคัญก็คือการขาดความอดทน และต้องการความง่ายดายนั้นต้องอาศัยกระบวนการหลายอย่างในการแก้ไข แต่การ “หาโอกาสในการสอนลูกอย่างการดูละครนี้ก็นับว่าเป็นวิธีการที่น่าสนุกน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง ดีกว่าการอ่านหนังสือหรือฟังเรื่องเล่าทีไม่ค่อยได้เห็นภาพอย่างชัดเจน
ผมก็ใช้ละครเรื่องนี้แหละครับ สอนลูกหลายเรื่องตั้งแต่การมีความพยายาม เพื่อเอาชนะอุปสรรคของ”จังกึม” ในการพยายามเรียนรู้เทคนิคการทำอาหารต่าง ๆ และแม้จะรู้ว่าการสู้ไปแล้วก็มีโอกาสชนะน้อยมาก อย่างในความประลองทำอาหารกับ แชซังกุง เธอก็ยังกัดฟันสู่แม้ว่าจะขาดแคลนวัตถุดิบก็ตาม
ก็ด้วยการอดทนต่อสู้ในสิ่งที่ควรทำอันเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วนี้นั่นเองที่แม้จะมีความหวังน้อยนิดก็ยังต้องลองดูสักครั้ง มิใช่เพียงชัยชนะหรอกแต่เพื่อให้ “แล้วแก่ใจ” ว่าได้พยายามจนสุดฝีมือแล้วนั้นเอง หลายคนคงเห็นด้วยว่าตัวแดจังกึมนั้นให้ข้อคิดอะไรแก่เรามากมาย แต่ก็มิใช่มีเพียงตัวจังกึมเองเท่านั้นที่ให้ข้อคิดชนิดนี้ ตัวละครอื่น ๆ ก็มีแง่มุมที่น่าใส่ใจไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นบุคลิกภาพลักษณะที่ดูนุ่มนวลเข้าทำนองอ่อนนอกแข็งในของมินจุงโฮ ซึ่งเป็นบุคลิกที่ดูผิดแผกไปจากพระเอกหนังบู๊ เพราะเขาเน้นการใช้ปัญญาแก้ไขปัญหามากกว่าการตีต่อยเพื่อเอาชนะใคร ๆ
ในสถานการณ์ที่ความขัดแย้งของเรานั้นเกิดขึ้นกับผู้ใหญ่กว่า หรือ ยากจะเอาชนะนั้นย่อมต้องอาศัยความอดทน ใช้วิธีการอันเป็นที่ยอมรับได้ ในหมู่คนมากย่อมมีคนเลว และคนดี คลุกเคล้าปะปนกันไป อย่างไรก็ตามบางครั้งคนที่ไม่ดีเป็นบางเรื่องก็อาจเรียนรู้และกลายเป็นคนดีได้เช่นกัน เช่นในกรณีของหมอจังด๊อกที่มีความแค้นต่ออดีตข้าหลวงซึ่งเคยเป็นสาเหตุให้พ่อแม่ของเธอต้องอัปยศ ฆ่าตัวตาย เดิมเธอฝังเข็มเพื่อให้ศัตรูคนนี้ ป่วยต่อมาเมื่อลดความพยาบาทลงได้ เธอก็สามารถทำหน้าที่ของหมอได้อย่างสมบูรณ์จิตใจก็สุขสบายมากขึ้น
ที่กล่าวมาแล้วอาจเป็นคุณธรรมที่ยากต่อการบรรลุก็ตาม แต่แบบอย่างที่ชัดเจนมองเห็นภาพได้เช่นนี้ ก็สามารถประยุกต์ให้สะดวกต่อการเรียนรู้ได้ไม่ยาก
ผมพาลูกดูละครให้ ชวนลูกคิดไปสอนลูกไป เรียนว่าได้ทั้งสนุกสนานและเรียนรู้ไปในตัวเลยครับ คุณพ่อคุณแม่ ย่ายาย หรือคุณครูน่าจะใช้ประโยชน์จากละครเรื่องนี้ได้เช่นกันครับ


 
  ผู้แต่ง: drterd - drterd@yahoo.com - 16/2/2006

© 2004-2009 คลินิก สุขภาพใจ http://www.drterd.com
เลขที่ 20/22 ปากซอยลาดกระบัง 8 ถนนอ่อนนุช ลาดกระบัง กทม.โทร. 0 27278684

Contact Webmaster