เรื่อง : ชวนลูกดูแดจังกึม(2)

ชวนลูกดูแดจังกึม (ต่อ)


ในฉบับที่แล้วผมได้เล่าถึงการชวนลูกสาวผมดูละครเกาหลียอดฮิต “แดจังกึม” ซึ่งมีประเด็นหลายอย่างที่พ่อแม่และครูสามารถนำมาใช้ในการเรียนการสอนได้ ในฉบับนี้ก็ยังมีต่อครับแต่เป็นประเด็นของ “โอกาส” ในการ “พัฒนา” (เป็นคำที่เรามักใช้เรียกข้อบกพร่องที่สามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ แถมคำพูดเชิงบวกแบบนี้ก็ไม่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกเสียหน้ามากมายนัก)
ซอจังกึม นางเอกของเราคนนี้นั้น มีคุณสมบัติที่ดีหลายประการไม่ว่าจะเป็นการมุมานะ พยายาม การเอาชนะอุปสรรค การมีน้ำใจต่อผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก การยึดมั่นอุดมการณ์ของตนเอง และทำในสิ่งที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตามอุปสรรคและปัญหาหลายอย่างก็เกิดขึ้นหรือ รุนแรงขึ้นเพราะท่าทีของเธอเอง
เธอเป็นคนที่มีความสามารถ แต่หลายครั้งก็แสดงบทบาทที่เด่นจนเป็นที่อิจฉา ไม่พอใจของเพื่อนร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถามยาก ๆได้ การรักษาผู้ป่วยที่ได้ผลดี ความสามารถในทักษะ (Skills) เหล่านี้หากนำเสนอหรือสื่อสารไม่เหมาะสมก็อาจทำให้เกิดปัญหาได้ เข้าทำนอง ทำดีจนเด่นก็อาจเป็นภัยได้เหมือนกัน ลูกสาวผมเธอเป็นเด็กที่กล้า หากคุณครูถามปัญหาอะไรก็ต้อง ตอบเสียงดังและถูกต้องจนคุณครูของเธอชมอยู่บ่อย ๆ เธอพบว่าตนเองเป็นที่รักของครูและเพื่อน ๆ ที่ชื่นชมความสามารถซึ่งลักษณะเช่นนี้ เรามักพบในระดับเด็กเล็ก ซึ่งยังมี “กิเลส” ประเภทความอิจฉาริสยา ไม่มากมายนัก ทว่ายังมีจิตใจบริสุทธิ์ ตรงไปตรงมา แต่ภาพแบบนี้จะค่อย ๆจางหายไปเมื่อเด็กโตขึ้นจนเข้าสู่วัยรุ่น ด้วยสิ่งที่หล่อหลอมเด็กไม่ว่าจะเป็นละครประเภทด่าว่า อิจฉาตาร้อนหรือสภาพสังคมก็ตาม ทำให้เด็กเปลี่ยนไป เป็นการแข่งขันมากขึ้น และยากนักที่จะชื่นชมกับความสามารถของผู้อื่นหากไม่ใช่พรรคพวกของตนเอง
กรณีเด็กโตและวัยรุ่นนั้นการ “รู้” แต่ “เก็บ” ไว้บ้าง จึงอาจเป็นสิ่งจำเป็น เปรียบเหมือนการที่เรารู้คำตอบทุกคำถาม แต่เราก็ตอบบางประเด็น บางประเด็นก็ให้คนอื่นเขาเก่งบ้าง การถ่อมตนเองหรือแม้กระทั่งโง่บ้างเป็นบางเวลา จึงอาจจำเป็นเมื่อต้องทำงานหรือใช้ชีวิตกับผู้อื่น คล้ายกับภรรยา (หรือสามี) ฉลาดที่ต้องแสร้งโง่บ้างเป็นบางครั้ง ผู้ที่อยู่ด้วยจะได้ไม่รู้สึกว่าตนเองโง่จนเกินไป
ประเด็นต่อมาคือการสื่อสารและการสร้างสัมพันธภาพกับผู้ที่เป็นเครือข่าย แม้ว่าซอจังกึมจะมีเพื่อนสนิทและผู้อุปถัมภ์อยู่หลายคน ด้วยความมีน้ำใจและช่วยเหลือกันแต่กับผู้ที่ “กลาง ๆ” คือไม่ถึงกับเป็นพวก เธอก็ไม่ได้ สร้างสัมพันธภาพให้ดีขึ้นแต่อย่างใด ดังเช่น การขอความช่วยเหลือในเวลาที่ควรขอความช่วยเหลือเธอก็ไม่ได้ทำแต่หันไปใช้การพึ่งตนเองมากกว่า ซึ่งอาจดีในแง่ของการพึ่งพาตนเอง แต่ก็ทำให้เรื่องราวยุ่งยากอย่างไม่จำเป็นในหลายครั้ง ในชีวิตของเด็กเองจะมีเพื่อนสนิท ที่ช่วยเหลือกันเข้าใจกันแต่กับเพื่อนธรรมดาก็ควรมีสัมพันธ์ภาพอยู่อย่างต่อเนื่อง กับผู้ใหญ่และครูก็ต้องเรียนรู้ที่จะคบหากับท่านเหล่านั้น ดังเช่นกรณีมีความขัดแย้งกับเพื่อนและตกลงกันไม่ได้ก็ย่อมต้องให้ผู้ใหญ่กว่า (ที่มีความเป็นธรรม) มาช่วยพิจารณาตัดสิน
การสื่อสารแบบซ่อนเงื่อน
ประเด็นการสื่อการแบบซ่อนเงื่อน นี้มีหลายแบบ ตั้งแต่แบบที่สังเกตได้ชัดเจนและเน้นการประชดประชัน ซึ่งพบมากในละครไทย และการสื่อสารแบบทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดซึ่งพบได้ทั้งละครเกาหลีและหนังฝรั่ง การพูดว่า “ทำได้ดีมากนะเธอ” อาจหมายความว่าดีจริงๆ หรืออาจะเป็นการสื่อสารว่าฉันไม่ชอบที่เธอได้ดีอยู่คนเดียวก็ได้ เรื่องนี้เป็นความซับซ้อนของอวัจนภาษา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสื่อสาร
มีการวิจัยคือว่า ภาษาพูดนั้นเราใช้สื่อสารกันค่อนข้างน้อย ประมาณว่าสัก 7 เปอร์เซ็นต์ แต่ภาษากาย เช่น สีหน้า แววตา ท่าทางจะเป็นการสื่อสารได้มากกมายกว่า
มีการวิจัยว่าเด็กที่เข้าใจ อวัจนภาษา จะเข้าใจผู้อื่นได้ดีและปรับตัวกับการอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ เด็กที่เข้าใจว่าเพื่อนซึ่งพูดว่า “เธอจะเลือกขนมรสสตรอเบอร์รี่ก็ได้นะ” ทั้ง ๆ ที่มองแววตาแล้วอยากกินเอง เพราะชอบรสเดียวกัน ก็ย่อมทราบว่าเขาไม่ควรรีบด่วนหยิบขนมชิ้นนั้นมา แต่อาจเลือกที่จะพูดได้หลายแบบเช่น

“เรารู้นะว่าเธอชอบ เธอใจดีจังเอาของชอบให้เรากิน”

“เธอก็ชอบไม่ใช่หรือ เรามาแบ่งกันดีไม๊ จะได้อร่อยด้วยกัน หรือ

“เธอกินเถอะฉันกินอันอื่นก็ได้ ฉันอยากให้เธอกินของที่เธอชอบ

การสื่อสารแบบเข้าใจในภาษาพูดร่วมกับภาษากายนี้อาจสอนกับได้ด้วย การดูละครและให้ลูกได้ลองแปล แต่ละความหมายของคำพูดและท่าทาง ของตัวละครในเรื่องดังกล่าว เสร็จแล้วก็นำมาอภิปรายสักเล็กน้อย หรือแม้กระทั่งติดตามต่อไปว่าผู้พูดนั้นหมายความอย่างที่พูดจริง ๆ หรือไม่ เป็นบทเรียนนอกเวลาเรียนที่น่าสนุกสนานได้เหมือนกันครับ


 
  ผู้แต่ง: drterd - drterd@yahoo.com - 16/2/2006

© 2004-2009 คลินิก สุขภาพใจ http://www.drterd.com
เลขที่ 20/22 ปากซอยลาดกระบัง 8 ถนนอ่อนนุช ลาดกระบัง กทม.โทร. 0 27278684

Contact Webmaster