เรื่อง : หน้าต่างแห่งโอกาส(2)

หน้าต่างแห่งโอกาส (ระยะที่ 2)

ฉบับที่แล้วได้กล่าวถึงช่วงเวลาสำคัญในเด็กเล็กโดยเฉพาะในขวบปีแรกที่จะเรียนรู้การจัดการกับอารมณ์ของตนเอง ซึ่งหากเด็ก ๆ ไม่ได้รับการ”โค๊ช”ให้มีความสามรถก็จะกลายเป็นเด็กที่เอาแต่ใจตนเอง หรือ ตรงกันข้ามขาดความมั่นใจและเชื่อมั่นในตนเอง และเช่นเดียวกัน ในขวบปี ที่ 2 และ 3 การรู้จักจำนวนของเด็กจะช่วยให้เด็กรู้จักว่าการประหยัดคืออะไร มีประโยชน์อย่างไร
เด็กอนุบาล 1 เรียนรู้และเข้าใจว่าการทำดี อย่างเช่น มาเช้าโดยไม่งอแงก็จะได้ “ดาว” ประทับอยู่บนสมุดเป็นจำนวน 1 ดวง เด็กเรียนรู้ต่อมาว่าหากครบ 5 ดวง คือไม่งอแงเลยตลอดสัปดาห์ เด็ก ๆ ก็จะได้ไอศครีมเป็นของขวัญสุดพิเศษ ในวันศุกร์
จำนวนนั้นมี ความ “มาก” และ “น้อย” มีบางครั้งเท่านั้นที่จะ “เท่ากัน” การเข้าใจว่าจำนวนมีมากและน้อยจะถูกนำไปใช้ในชีวิตประจำวันของเด็ก เช่น แม่แบ่งเค้กให้น้องมากกว่าใคร ๆ คำว่ามากในกรณีเช่น นี้ จึงถือเป็นเรื่องที่ดี ส่วนการได้น้อยจะถือว่าไม่ดีเป็นเสมือนการถูกทำโทษนั่นเอง
ช่วงเวลาอนุบาลนี้เองจึงเป็นช่วงเวลาทองของการสอนในเรื่องของการกระทำที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อผลลัพธ์แตกต่างกัน เช่น การทำดี – ทำไม่ดี การทำถูก – กระทำผิด รวมทั้งเรื่องคุณธรรม
จริยธรรม
การสอนคุณธรรมไม่ควรมาเริ่มเรียนตอนวัยรุ่น ซึ่งยากเย็นแสนเข็ญ ดังนี้หากจะส่งเสริมให้เยาวชนมีคุณธรรมในการช่วยเหลือกันและกันก็อาจเริ่มจากการให้เด็กได้มีโอกาส “ทำดี” ตั้งแต่การช่วยเหลือเพื่อน การแบ่งปันอาหารกลางวัน พ่อแม่บางคนเข้าใจผิดคิดว่าการสอนให้เด็กรู้จักเอาเปรียบจะช่วยให้เด็กเก่งและฉลาดเอาตัวรอด ซึ่งนับว่าคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงไปมาก เพราะแม้ว่าเราจะคุ้นเคยกับเรื่องราวที่คนเลวเอารัดเอาเปรียบจนมีเงินทองมากมาย แต่นั่นก็นับว่าเป็นเพืองเสี้ยวของเวลาหนึ่งและที่แน่น ๆ ก็คือคนเอาเปรียบที่ประสบความสำเร็จนั้น มีเปอร์เซ็นต์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
หากถามว่าคุณธรรมอะไรบ้างที่ควรสอนเด็กผมคิดว่าหากมองข้อควรปฎิบัติก็คงได้แก่ พรหมวิหาร 4 (อยากให้ผู้อื่นมีความสุข/พ้นจากความทุกข์/ยินดีกับผู้อื่น/ทำใจเป็นกลาง)และ สังคหวัตถุ 4 ส่วนข้อห้ามนั้นคงต้องถือศีล 5 เป็นมาตรฐาน
ช่วงเวลาสำคัญในวัยอนุบาลนี้ยังมีเรื่องของความ”พยายาม” ในการอดทนต่อความยากลำบาก อุปสรรคจนประสบความสำเร็จในภายหลังอีกครั้งอีกด้วย
หลายท่านคงเคยอ่านบทความที่ผมเขียนเกี่ยวกับ การทดลอง มาร์ชแมลโลว์ ว่าเด็ก 4 ขวบจะอดทน ต่อความเย้ายวนจากขนมได้หรือไม่ แน่นอนเด็กที่อดทนได้เมื่อเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ ก็จะมีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จมากกว่า การรอขนม 2 ชิ้นดังกล่าวก็เป็น รูปแบบหนึ่งของความพยายามนี่เอง
ความพยายามมีหลายรูปแบบ บางอย่างเกิดจากการสะสมที่ละเล็กทีละน้อย เช่น กรณีของการเก็บเงิน ทีละบาท สองบาท เพื่อซื้อของที่ตนชอบ การซ้อมกีฬาเพื่อเอาไปแข่งขันกีฬาสี ซึ่งแน่นอนมันไม่สนุกนักหรอกแต่ก็จะได้รับผลลัพธ์ที่ดีกว่าเมื่อต้องเข้าแข่งขัน ความพยายามนี้หากสะสมเป็นนิสัยได้ เราก็จะเรียกว่า “วินัย” ซึ่งถ้าสร้างขึ้นมาได้ ก็จะทำให้เด็ก ๆ รู้จักอดทนวางแผนเพื่อให้ตนเองสมหวังในสิ่งที่ต้องใช้เวลา ตรงกันข้ามหากขาดซึ่งวินัยเสียแล้วก็จะทำให้เด็กนั้นเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ ที่หวังความสุขเล็กน้อยเฉพาะหน้า ไม่รู้จักเก็บหอมรอมริบ ทำงานที่ยากหรือต้องใช้เวลาก็ไม่ประสบความสำเร็จ
ผมพบว่าความพยายามหรือมีวินัยก็มีหลากหลายวิธีการสอนไม่ว่าจะเป็นกระทำเป็นแบบอย่าง การสอนในชีวิตประจำวัน เช่น การกำหนดเวลาทำการบ้าน การกินข้าว การออกกำลังกาย และหลายครั้งก็จุดประกายขึ้นมาได้ด้วยการเล่านิทานที่เกี่ยวข้องกับความพยายามทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเรื่องคลาสสิกอย่างลูกหมูสามตัวหรือจะเป็นเรื่องร่วมสมัยอย่าง บาร์บี้ในดินแดนเทพนิยาย
ลูกของผู้ที่มาปรึกษากับผมรายหนึ่ง เขาถูกตามใจมาตั้งแต่เล็กไม่เคยความลำบาก ปัจจุบันก็ใช้จ่ายเงินทองราวกับจะผลิตแบงค์ขึ้นมาเอาได้ นี่คือตัวอย่างหนึ่งของชีวิตที่ขาดโอกาสในการฝึกความมีวินัยและมานะพยายาม
ผมมักแนะนำพ่อแม่และครูอยู่บ่อย ๆ ว่า เราควรสอนเด็กเล็กให้มีความสุขในการพยายามหรืออดทนรอคอย เพื่อผลที่ดีกว่าในอนาคต นี่คือหลักการสำคัญแต่ส่วนจะสอนโดยนิทาน โดยการให้เด็กรับผิดชอบงานในห้องเรียนหรือจะปลูกถั่วเขียวอันนี้คงแล้วแต่ความถนัดของครูและความตั้งใจของเด็กครับ


 
  ผู้แต่ง: drterd - drterd@yahoo.com - 24/5/2005

© 2004-2009 คลินิก สุขภาพใจ http://www.drterd.com
เลขที่ 20/22 ปากซอยลาดกระบัง 8 ถนนอ่อนนุช ลาดกระบัง กทม.โทร. 0 27278684

Contact Webmaster