เรื่อง : เด็กอยากไปโรงเรียน


สมัยเป็นนักเรียนหลายท่านคงจำได้ว่ามีบางครั้งที่เบื่อไปโรงเรียน อาการที่ว่านี้อาจรุนแรงกลายเป็นความเบื่องานเมื่อโตขึ้น!
ระหว่างที่ภรรยาผมเธอรอรับลูกซึ่งกำลังเลิกเรียนอยู่นั้น เธอก็สังเกตว่าเด็กหลาย ๆ คนไม่ชอบไปโรงเรียน แม้ว่าจะเป็นเดือนกุมภาพันธ์แล้วแต่ก็ยังมีเด็กเบื่อที่จะไปโรงเรียน ไม่ต้องพุดถึงความโกลาหลของวันเปิดเทอม อันเป็นวันที่เด็ก ๆ ร้องไห้กระจองงอแง (กรณีเด็กเล็ก) หรือความโอ้เอ้ล่าช้าแม้กระทั่งปวดโน้น ปวดนี่ (กรณีเด็กโต) เพื่อว่าอาจจะได้หยุดเรียนสักวันหนึ่ง
เด็กที่ไม่อยากไปโรงเรียน อาจมีเหตุผลที่สมเหตุสมผลอยู่บ้างในบางราย แต่โดยทั่วไปแล้วการไปโรงเรียนเป็นประจำก็จัดว่าเป็น วินัยส่วนตัวที่ต้องฝึกฝนอย่างจริงจัง มิฉะนั้นเด็กเหล่านี้อาจกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ขาดความอดทน ไม่มีแรงจูงใจในการทำงาน (คุณอาจถามตัวเองว่าคุณเองอยากไปทำงานสักแค่ไหน หรือว่าถ้าเป็นไปได้การได้วันหยุดเพิ่มนั้นอาจเป็นสิ่งที่คุณพึงพอใจมากกว่า)
อะไรจะจูงใจให้เด็กอยากไปโรงเรียน ? ประเด็นสำคัญของแรงจูงใจนี้มีความคล้ายคลึงกันแม้เด็กจะมีอายุแตกต่างกันอย่างไรก็ตามจะขอเน้นไปที่เด็กเล็กเพื่อให้ง่ายต่อการประยุกต์ใช้
ผมเพิ่งเปิดดูหนังสือ 1001 วิธีสำหรับการให้รางวัล (จูงใจ) พนักงาน (เขียนโดย บ๊อบ แนลสัน) ปรากฏว่าสิ่งที่จะจูงใจคนในวัยทำงานนั้น ช่วงคล้ายคลึ่งกับสิ่งที่จะจูงใจเด็กเล็ก ๆ ให้อยากไปโรงเรียนอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งผมขอสรุปประเด็นสำคัญ ออกมาเป็น 2 ระดับ คือ หนึ่งสิ่งที่เป็นแรงจูงใจแบบง่าย ๆ ระดับบุคคล และส่วนสองเป็นแรงจูงใจในระดับสังคม
1. แรงจูงใจในระดับบุคคลมีหลายอย่างเช่น
การที่เด็กรู้สึกว่าครูเป็นคนพิเศษ ซึ่งปกติครูก็เป็นคนพิเศษอยู่แล้ว การที่พ่อแม่จะพูดถึงครูในแง่ดีให้เด็กฟังจะช่วยให้เด็กอยากเรียนกับครูมากขึ้น ในทางกลับกันการตำหนิครูให้เด็กฟัง อาจจะส่งผลด้านลบต่อความศรัทธาของเด็กที่มีต่อครู ดังเช่น เด็กอนุบาลรายหนึ่งไม่ค่อยชอบไปโรงเรียน ด้วยคุณแม่เองก็ไม่ชอบครูประจำชั้นสักเท่าไรและมีการตำหนิครูลับหลังให้เด็กฟังอยู่บ่อย ๆ จนเกิดผลแทรกซ้อนคือเด็กไม่อยากทำกิจกรรมที่ทางห้องเรียนได้จัดขึ้น
- การที่ครูจำเด็กได้ และแสดงออกมาให้เด็กรับรู้เช่นการยิ้มให้ การทักทายและโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียกชื่อได้อย่างถูกต้องจะช่วยให้เด็กปลื้มมาก (กรณีเด็กโตการ “จำได้” นี้อาจแสดงออกมาโดยการเอ่ยชื่อก็ได้)
- การยกย่อง หรือขอบคุณสำหรับการทำงานง่าย ๆ เช่น การลบกระดานดำ (เรื่องลบกระดานดำนี้ค่อนข้างแปลกคือผมพบว่าเด็กในโรงเรียนแถวชานเมืองนั้นใครได้ลบกระดานดำจะถือว่าเยี่ยม ผิดกับเด็กในเมืองโดยเฉพาะโรงเรียนดังการลบกระดานดำอาจถูกมองว่าเป็นเรื่องเสียเวลา เรื่องนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับการให้ความสำคัญกับ การเรียนเพียงด้านเดียวขณะที่การทำงานเพื่อสังคมเพื่อผู้อื่น ถูกทำให้ด้อยค่าไปเสีย) การช่วยถืออุปกรณ์การสอน ช่วยอ่านบางข้อความให้เพื่อน ๆ ฟัง ฯลฯ การขอบใจนี้อาจทำตัวต่อตัว หรือทำต่อหน้ากลุ่มเพื่อน กรณีหลังนี้จะได้รับผลทางสังคมเพิ่มขึ้นด้วยแต่ก็มีข้อพึงระวังว่าไปควรบ่อยจนเกินไป หรือชัดเจนจนคนอื่น ๆ หมั่นไส้เอา
- การได้รับมอบหมายความรับผิดชอบ เช่นการดูแลความสะดวก ดูแลแจกันดอกไม้ซึ่งต้องควบคู่ไปกับการยกย่องชมเชย

2. แรงจูงใจในระดับสังคม
- การยกย่องในกลุ่มเพื่อน
- การเป็นเจ้าของงานหรือกิจกรรมทำนองช่วยคิดช่วยทำ
- ความเป็นพวกพ้องหรือมีกลุ่มเพื่อนโดยเฉพาะการมีเพื่อนสนิทก็จะมีแรงจูงใจในการมาโรงเรียนมากขึ้น
แรงจูงใจพิเศษ : อาจนำมาไปในเด็กบางรายที่ต้องการแรงจูงใจมากขึ้น ซึ่งวิธีที่ใช้กันมากก็คงเป็นการให้รางวัลทั้งแบบชิ้นเดียวและแบบสะสมแต้ม (พ่อแม่มักเป็นคนให้) หรือทำโทษ (รางวัลด้านลบ พ่อแม่ก็เป็นคนให้)

พ่อแม่ทำอะไรได้บ้าง ?
ที่กล่าวมาแล้วนั้นส่วนใหญ่ ครูเป็นพระเอกลงมือทำ ส่วนพ่อแม่นั้นสามารถเสริมแรงได้ด้วยการให้ความสนใจกิจกรรมหรือการเรียนของเด็ก การถามไถ่หรือสอบการบ้านก็จะช่วยได้ รวมทั้งการชี้ให้เห็นความก้าวหน้า มากกว่าจะพูดจาให้เสียหมดกำลังใจ
สำหรับกรณีที่เด็ก ๆ อาจไม่อยากไปโรงเรียนนั้น ถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่พ่อแม่ก็ต้อง “เจรจา” จนไปโรงเรียนจนได้ การะหยุดเรียนบ่อย ๆ โดยไม่มีเหตุผลที่สมควรจะสร้างนิสัยไม่อยากไปโรงเรียน ตรงกับข้ามหาก ไปได้อย่างสม่ำเสมอก็จะสร้างนิสัยในการไปโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง
โดยสรุปแล้วเด็กของเราจะอยากไปโรงเรียนได้ ก็คงต้องมีอะไรจูงใจหรือน่าสนุกสำหรับเด็กเล็ก ๆ นั้นอาจใช้การให้รางวัลบ้าง รวมไปถึงการชมเชย ยกย่อง แต่ต่อมาเมื่อเด็ก เกิดความภาคภูมิใจในตนเองแล้ว แรงจูงใจภายนอกย่อมเปลี่ยนมาเป็นแรงจูงใจภายในตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เยี่ยมที่สุดนั่นเอง


 
  ผู้แต่ง: นพ. เทอดศักดิ์ เดชคง - detkong@health.moph.go.th - 16/8/2004

© 2004-2009 คลินิก สุขภาพใจ http://www.drterd.com
เลขที่ 20/22 ปากซอยลาดกระบัง 8 ถนนอ่อนนุช ลาดกระบัง กทม.โทร. 0 27278684

Contact Webmaster